บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


21 กันยายน 2554

<<< ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ เรื่อง โครงการบ้านหลังแรก >>>

คลอดแล้ว! บ้านหลังแรกราคาไม่เกิน5ล้าน ลดหย่อนภาษีไม่เกิน5แสน มีผลทันที21ก.ย.

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 14:48:09 น.


บุญทรง เตริยาภิรมย์
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้(20ก.ย.) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการ ภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยยกเว้นเงินได้ ที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1)เป็นเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อม ที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ตามจำนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
(2)ผู้มีเงินได้มีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกัน ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
(3)การยกเว้นภาษีจะใช้วิธีการหักค่าลดหย่อน ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิ์ครั้งแรกสำหรับเงินได้ในปีที่ได้โอน กรรมสิทธิ์หรือปีถัดไปก็ได้ โดยสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี
(4)ผู้มีเงินได้ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
(5)ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
(6)ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน
ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะได้มีประกาศอธิบดีกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่อไป
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองของกระทรวง การคลังดังกล่าว เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและยังไม่เคยมีบ้านหรือที่อยู่อาศัย เป็นของตนเอง ให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชน

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เป็นการลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชน โดยการใช้สิทธิยกเว้นภาษีดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ประมาณ 1,700 ล้านบาท แต่ผลของมาตรการดังกล่าวยังทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวเพิ่ม ขึ้นอีกด้วย


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316504389&grpid=00&catid=&subcatid=

-------------------------------------------------------

เปิดใจ "บุญทรง เตริยาภิรมย์" มาตรการบ้าน-รถคันแรก กับข้อหา"เอื้อคนรวย"
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 11:00:16 น.



สัมภาษณ์โดย ทีมเศรษฐกิจ มติชน
สัมภาษณ์


"ทุกเรื่องเรารับฟังและปรับได้ แต่เราไม่ได้ปรับตรงเนื้อนโยบาย เราปรับที่รายละเอียด"

ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังออกมาตรการ "สนับสนุนคืนเงินสำหรับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก" ตามด้วย "นโยบายเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง" ว่า เป็นมาตรการเอื้อกลุ่มคนรวยเป็นหลัก เหตุเพราะขยายมูลค่าบ้านสูงถึง 5 ล้านบาท ทำให้ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงถึง 5 แสนบาท

"มติชน" ได้สัมภาษณ์นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแลโดยตรง ถึงที่มาที่ไปและเหตุผลของนโยบายทั้งสองของรัฐบาล

- บ้านหลังแรกจะมีการปรับเงื่อนไขใหม่หรือไม่

ณ ขณะนี้ หลักการและนโยบายยังยืนอยู่ที่บ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้ประโยชน์ทางภาษี 10% ของมูลค่าเฉลี่ยเท่าๆ กันเป็นเวลา 5 ปี แต่จะเลือกเริ่มต้นในปีที่ 1 หรือปีถัดไปก็ได้ เพียงแต่ว่าหากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประกาศมาตรการเสริม ก็เป็นเรื่องของ ธอส.ที่จะเป็นการให้มาตรการด้านดอกเบี้ยมาเสริมกับมาตรการที่รัฐบาลทำอยู่ แล้ว เพื่อมาช่วยคนที่ต้องการซื้อบ้านต่ำกว่า 1 ล้านบาท หรือจะเชิญชวนธนาคารอื่นมาร่วมด้วยก็แล้วแต่

- ทำไมไม่ช่วยเหลือด้านลดค่าธรรมเนียม

ค่า ธรรมเนียมการโอน การจดจำนอง หรือภาษีธุรกิจธุรกิจเฉพาะ ไม่ใช่เป็นการให้กับคนซื้อมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นมาตรการดอกเบี้ย คนซื้อได้ประโยชน์จริงๆ ก็คงจะออกมาในแนวทางนั้นมากกว่า

- มาตรการภาษีทำให้คนมีรายได้สูงได้เปรียบมากกว่า

จริงๆ เราต้องการให้คนที่อยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีให้กับรัฐได้ประโยชน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้สูงหรือต่ำ ซึ่งในการออกนโยบายเราก็คำนึงถึงทุกภาคส่วนว่า ใครควรจะอยู่และได้นโยบายทางด้านใดบ้าง เพราะนโยบายรัฐบาลมีหลายด้าน เฉพาะเรื่องบ้านอย่างเดียวก็ยังจะมีเป็นบ้านเอื้ออาทร จึงอยากเรียนว่า ทุกนโยบายไม่สามารถจะไปได้กับทุกคน แต่ละกลุ่มจะมีนโยบายที่จะลงไปดูเฉพาะ เพียงแต่ขณะนี้เราอยากให้คนได้เข้ามาในระบบฐานภาษี แม้ว่าจะยื่นแบบเปล่า แต่เราก็อยากให้อยู่ในระบบ

- การกำหนดมูลค่าบ้านที่สูงถึง 5 ล้านบาท ทำให้เอื้อคนรวย

คน ที่มีรายได้น้อยก็ซื้อบ้าน 1-2 ล้านบาทได้ เพราะจริงๆ แล้วปริมาณบ้านที่เราสำรวจ กรมสรรพากรมีตัวเลขว่า ปีหนึ่งๆ จะมีบ้านใหม่รวมทุกราคาที่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ออกประมาณ 1.7 แสนยูนิต โดยที่ประมาณ 80% จะเป็นบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงไป ถ้าดูข้อมูลเหล่านี้ก็จะเห็นว่า จริงๆ เราไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนที่มีเงินมากกว่า เพราะคนกลุ่มใหญ่ยังอยู่ข้างล่าง เป้าหมายมันก็ออกมาอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ที่เราให้ถึง 5 ล้านบาทก็เพื่อว่า อย่างน้อยคนที่อยู่กลุ่มที่ปริ่มๆ ก็จะมีโอกาสด้วย ก็เลยขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

- ทำไมไม่เปิดโอกาสบ้านมือสองด้วย

ประเด็น คือ เราใช้นโยบายภาษี ประเมินราคาลำบาก ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน แต่ถ้าบ้านใหม่มันชัดเจน ขณะที่บ้านมือสองตกลงกันเองก็ได้ มาตรฐานราคาไม่มี มันยากที่จะประเมิน แต่ถ้าเราใช้เรื่องดอกเบี้ยไปช่วยก็อาจจะได้ ขึ้นกับเงื่อนไขของ ธอส. ส่วนบ้านสร้างเอง ก็มีเรื่องที่ดิน แล้วใครจะมาประเมินที่ดินให้ จะยุ่งเหยิงหมด เอากรมที่ดินเข้ามาร่วมประเมิน สถาบันการเงินเข้ามาด้วย แล้วจะเอาราคาประเมินของใครเป็นที่ตั้ง ยึดถือราคาไหนเป็นเกณฑ์ ยุ่งยาก มาตรฐานต่างกัน

- รถยนต์คันแรกจะปรับด้วยหรือไม่

รอกรม สรรพสามิตไปสรุป อย่างที่เป็นข่าว เสียงเรียกร้องมาเยอะ ประชาชนก็เรียกร้อง ผู้ประกอบการก็เรียกร้อง ที่สุดเลยบอกว่า ลองไปสำรวจดูสิว่า มีความต้องการจริงหรือไม่ ถ้ามีมันมากน้อยแค่ไหน และมีผลอย่างไรบ้าง กรมสรรพสามิตกำลังทำตัวเลข สำรวจเจรจา คุยกับประชาชนมั่ง กับผู้ประกอบการมั่ง

- ทำไมไม่เอา 1600 ซีซีตั้งแต่แรก

กรม สรรพสามิตมีข้อมูลย้อนหลังว่า คนที่ยังไม่เคยมีรถ เมื่อตัดสินใจจะมีรถใหม่ แนวโน้มจะซื้อรถใหม่มันอยู่ที่ 1500 ซีซีลงมา ดังนั้นตัวเลขรถยนต์ใหม่ที่จะออกสู่ตลาดแต่ละปี อย่างปีละ 5 แสนคัน ที่มีขนาด 1500 ซีซีลงมาจะเป็นคนที่ซื้อรถคันแรกประมาณ 42-43% เรียกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่ซื้อรถต่ำกว่า 1500 ซีซี คือคนที่ซื้อรถคันแรก ถ้าเป็น 1600 ซีซีขึ้นไปมีประมาณ 20% กลุ่มเป้าหมายเราจึงไปมุ่งทางนั้น

- ทำไมไม่รวมรถมือสองด้วย

นโยบาย นี้มันระยะสั้นแค่ 1 ปี ไม่ใช่ว่าเราทำและจะยืนไปอีก 4 ปีที่รัฐบาลอยู่ แค่ปีหน้า อย่างไรรถมือสองก็ยังขายได้ เพียงแต่ยอดอาจจะลดลงไปหน่อย ช่วงเปิดตัวโครงการอาจจะชะลอหน่อย แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติมันก็ขายได้ เพราะคนทั่วประเทศไม่ใช่ว่าจะตั้งใจซื้อรถยนต์ใหม่ๆ หมด ยืนยันว่าเราไม่ได้ต้องการจะไปทำลายโครงสร้างเอกชน

- พอขอมาก็ให้ เหมือนหลักการเราไม่นิ่ง

จริงๆ เราเองก็ต้องการจะยืนตรงนี้ ขณะนี้ก็ยังไม่ปรับหรือทำอะไร เพียงแต่เมื่อมีการเรียกร้องเข้ามาเยอะ อีกอย่างถ้าเป็นการเรียกร้องจากฝั่งผู้ประกอบการเข้ามาเราก็คงไม่ให้ แต่มีประชาชนเรียกร้องเข้ามาด้วย โทร.เข้าไปที่ศูนย์ฮอตไลน์ของกรมสรรพสามิต เราก็ต้องฟัง ซึ่งถ้าสรุปทันเราก็อยากจะนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 กันยายนนี้

- มาตรการเปลี่ยนแปลงบ่อย จะมีผลต่อความเชื่อมั่นหรือไม่

มาตรการนี้เป็นมาตรการที่เราต้องการให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ ฉะนั้น หากเป็นประโยชน์ของประชาชน เราต้องฟัง

- จะกระทบงบประมาณมากน้อยเพียงใด

แนว ทางที่เราตั้งเอาไว้คือ งบประมาณจะต้องไม่กระทบ เพราะหากไปกระทบตรงนั้น ก็จะกระทบต่อแผนงบประมาณที่เราได้ทำไว้แล้ว จึงให้แนวทางว่า ต้องไม่กระทบงบประมาณ และลองไปดูว่าตัวเลขจริงๆ เป็นอย่างไร คราวที่แล้วที่ทำมา พอมีช่องทางอะไรที่ประหยัดได้อีกหรือไม่

อย่างรถ ยนต์ปี 2555 สมมุติขายได้ 5 แสนคันเป็นรถใหม่มือแรก ถ้าเอาราคา 1 ล้านบาท มูลค่าเศรษฐกิจคือ 5 แสนล้านบาท คิดเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียวก็ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท และที่เป็นภาษีสรรพสามิตที่จะเก็บได้ก็ใกล้ๆ 3 หมื่นล้านบาท เพราะที่เราไปกำหนดตัวเลขคืนในปี 2556 ไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท ก็เป็นตัวเลขจากภาษีที่เก็บได้ก่อนแล้วคืนในภายหลัง แต่ยังมีภาษีนิติบุคคลสิ้นปีจาก 5 แสนล้านบาท แค่กำไรเพียง 10% คิดเป็น 5 หมื่นล้านบาท เก็บภาษีนิติบุคคลแค่ 20% ตามที่เราจะลดแล้วจะมีเงินเข้ามาอีก 1 หมื่นล้านบาท รวมๆ แล้วก็ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท แล้วเราไปคืนเขาในปีถัดไป 3 หมื่นล้านบาท ก็ยังบวกมา 5 หมื่นล้านบาท

บ้าน ก็เช่นเดียวกัน ขายบ้านได้ คนไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า จะมีรายได้ตามมาอีกเป็นพรวน เพราะทุกขั้นจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มหมด สมมุติขายบ้าน 1 แสนยูนิต ไม่ต้องเอาอะไร คิดแค่ 1 ล้านบาท มูลค่าก็จะ 1 แสนล้านบาท มีภาษีมูลค่าด้วยอะไรด้วย ก็จะคล้ายๆ กัน ผมค่อนข้างมั่นใจว่า สิ่งที่รัฐบาลทำครั้งนี้ เราจะได้คืนมามากกว่าในแง่รายได้เชิงภาษี

- คิดอย่างไรที่นโยบายถูกวิจารณ์มาก

ก็ ไม่มากนะ อย่างรถยนต์ก็บอกแค่ว่า ทำไมเป็น 1500 ซีซี ทำไมไม่เป็นอันนั้น แต่ทุกคนก็บอกว่าดีหมด ทุกคนรอจะซื้อรถยนต์ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับรายงานว่ายอดจองมากน้อยแค่ไหน แต่ก็คึกคักขึ้น รอดูวันเปิดตัววันที่ 4 ตุลาคม ว่าจะคึกคักแค่ไหน

- ปัญหาสถานที่จัดงานแก้ไขเสร็จหรือยัง

กรม สรรพสามิตไปดูวันและสถานที่ที่อิมแพค เมืองทองธานี ก็แล้วแต่ทางกรมกับผู้ที่เขาจะจัด ถ้าย้ายจะย้ายอย่างไร แต่ก่อนอื่นให้ไปคุยกันว่า มันเป็นไปได้หรือไม่ อันนั้นเป็นนโยบายระยะสั้น เหมือนการประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาจะไปแย่งหรือแข่งกับธุรกิจเอกชน

- ยังมีนโยบายอื่นที่จะออกมาอีกหรือไม่

หลักๆ ก็มี 2 เรื่องนี้ แล้วจะตามมาอีก ตอนนี้ค่าจ้าง 300 บาทกับเงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท ก็ผ่าน ครม.ไปแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างจัดทำรายละเอียดลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะต้องเริ่มใช้ 1 มกราคม 2555 ซึ่งก็ยังไม่สามารถเข้า ครม.ได้ทันสัปดาห์นี้ เพราะยังมีรายละเอียดเพิ่มเติม อยากให้เข้าทีเดียวแล้วจบ ตามมาด้วยบัตรเครดิตเกษตรกร ที่กระทรวงการคลังดูร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นอกจากนี้ก็จะเป็นงานที่อยู่กับกระทรวงอื่น

- นโยบายรัฐบาลขณะนี้ไม่ได้มุ่งคนรวยอย่างเดียว

ยืน ยันว่าเราจะดูหมด อย่างค่าจ้าง 200 บาทขั้นต่ำ 1 มกราคม ก็จะเป็น 300 บาทแล้ว คือผู้ใช้แรงงานได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ เกษตรกรที่เป็นคนระดับล่าง รายได้ไม่มากก็จะได้พึ่งพาเรื่องพืชผลทางการเกษตร ก็ดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่แล้ว ลดภาษีก็ดูแลภาคธุรกิจไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเดินไปได้ให้สะดวกที่สุด ซึ่งนโยบาย 16 เรื่องที่จะทำในปีนี้ ครอบคลุมประชาชนเกือบทุกด้าน

ทำไมไม่ถามว่า 300 บาทกลุ่มไหนได้ประโยชน์ คนรวยเสียนะ เพราะต้องไปจ่ายค่าแรงเพิ่ม เวลาดูต้องดูทั้งหมด อย่าหยิบแต่ละเรื่อง ขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและปรับสมดุลโครงสร้างของชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตให้ขยับเข้ามาใกล้กัน

- ยังมั่นใจในการเดินหน้าต่อในการทำงาน

ยัง มั่นใจที่จะเดินหน้าต่อ แต่ก็เป็นธรรมดาที่แต่ละนโยบายจะเลิศเลอไร้ข้อตำหนิ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง ไม่ว่ารัฐบาลไหน นโยบายไหนก็วิจารณ์กันได้หมด เพียงแต่ว่าเราทำแล้วคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์กันจริงๆ

- แต่เหมือนเราต้องตามแก้ อุดช่องโหว่ตลอด

ที่ จริงทุกอย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อยหมด เพียงแต่ว่าพอออกมาแล้วอาจจะยังไม่โดนใจ ก็ต้องมีข้อวิจารณ์ และเมื่อวิจารณ์เราก็ต้องรับฟัง ไม่ใช่เป็นจุดที่ไม่ดีในโครงการ โครงการดีอยู่แล้ว แต่อาจจะคำตอบไม่ถูกใจก็ต้องถาม แล้วจึงเป็นประเด็นจะทำอย่างไร ทุกเรื่องเรารับฟังและปรับได้ แต่เราไม่ได้ปรับตรงเนื้อนโยบาย เราปรับที่รายละเอียด

- ใครขออะไรก็ได้

รัฐบาลไม่ใช่ซานตาคลอสนะ

..............


(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 26 กันยายน 2554)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317007397&grpid=01&catid=&subcatid=

-------------------------------------------------------

ครม.คลอดแพคเกจ"บ้านหลังแรก"ฉบับปรุงใหม่ "คนจน"ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านปลอดดอกเบี้ย 3 ปี
วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 19:35:36 น.


คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการบ้านหลังแรกเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ด้วยการกำหนดวงเงินมูลค่าบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลานาน 3 ปี ขณะที่บ้านราคา 2 ล้านบาท ที่ประชุม ครม.ยังไม่อนุมัติ ให้กระทรวงการคลังกลับไปดูรายละเอียดอีกครั้ง ทำให้เวลานี้โครงการบ้านหลังแรกตามนโยบายของรัฐบาลมี 2 แพคเกจให้เลือก คือ สำหรับผู้มีรายได้น้อยก็เสนอแพคเกจ บ้านราคาไม่เกิน 1 ล้าน ดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี ส่วนผู้มีรายได้มากก็มีแพคเกจ บ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งสามารถหักเงินหลังจากคำนวณภาษีเสร็จแล้ว ในระยะเวลา 5 ปี ตกปีละไม่เกิน 100,000 บาท เดิมให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 10% หรือไม่เกิน 500,000 บาท ในระยะเวลา 5 ปี ขณะที่โครงการรถยนต์คันแรก ยังไม่มีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเนื่องจากยังต้องปรับปรุงรายละเอียดให้ รอบคอบและครอบคลุม

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่ากระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีบ้านเป็นของ ตนเองเพิ่มเติมในที่ประชุม ครม. โดยจะให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้ระดับกลางและต่ำลงมา มูลค่าบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งรัฐบาลจะต้องชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ 3 ใน 4 ของดอกเบี้ยทั้งหมด หรือประมาณ 300 ล้านบาท
นายวิรุฬกล่าวต่อว่า แต่หากจะขยายเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอดูรายละเอียดเรื่องงบประมาณเพิ่มเติมก่อน ว่าจะกระทบต่องบประมาณที่ต้องชดเชยมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีส่วนที่รัฐบาลต้องชดเชยให้กับ ธอส.ด้วย จึงให้นำเรื่องกลับมาพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนเสนอกลับไปยัง ครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
"สำหรับมาตรการการให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 10% หรือไม่เกิน 500,000 บาทของมูลค่าบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นของเดิมนั้น ที่ประชุมได้มีมติตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่ปรับปรุงใหม่เป็นการหักโดย ตรงจากเงินที่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการหักหลังจากที่คำนวณภาษีเสร็จแล้ว ในระยะเวลา 5 ปี ตกปีละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้สิทธิประโยชน์กับผู้ซื้อบ้านได้มากที่สุด" นายวิรุฬกล่าว
ขณะที่ น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า โครงการบ้านหลังแรกจะมีผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร รวม 5 ปี วงเงินภาษีรวมประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท มาตรการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านหลังแรกแล้ว จะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้มีเงินได้เข้าสู่ ระบบภาษี
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการคืนภาษีบ้านหลังแรกแล้ว ทั้งนี้ ต้องชี้แจงว่าการประชุม ครม.ครั้งที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอกรอบโครงของโครงการบ้านหลังแรก แต่ ครม.ให้ไปศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ประชุม ครม.จึงได้มาหารือรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องวิธีการหักภาษี ซึ่งเป็นแค่เพียงการปรับรายละเอียดในทางปฏิบัติเท่านั้น เพราะของเดิมเรียกว่าเป็นการลดหย่อนภาษี แต่ของใหม่ ไม่ต้องนำไปลดหย่อน แต่หักได้โดยตรงจากเงินที่ต้องเสียภาษีเลย เป็นการหักหลังจากที่คำนวณภาษีเสร็จแล้วในช่องสุดท้าย ซึ่งมีสิทธิใช้สิทธิได้ 5 ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่าว่า ฝ่ายค้านเตรียมที่จะยื่นถอดถอน ในมาตรการคืนภาษีบ้านหลังแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "นโยบายบ้านหลังแรก เป็นนโยบายที่ต้องการให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่ซื้อบ้านจริงๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ และไม่เคยมองว่าจะต้องให้ประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ไปดูรายละเอียดจะเห็นว่ามีความเสมอภาคเท่าเทียม เพราะผู้ซื้อได้รับภาษี ไม่ใช่ผู้ขาย
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317126953&grpid=00&catid=&subcatid=

-------------------------------------------------------

"ยิ่งลักษณ์" ยันนโยบายบ้านหลังแรกไม่เอื้อประโยชน์ SC ตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา



“ยิ่งลักษณ์“ ยันนโยบายบ้านหลังแรกไม่เอื้อประโยชน์ SC ตามที่ฝายค้านกล่าวหา

นายกรัฐมตรี ยืนยันว่า การลดหย่อยภาษีบ้านหลังแรกของรัฐบาล ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ บมจ.เอสซี แอมเสท ตามข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน เพราะเน้นตลาดบ้านราคาสูงกว่า...

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า โครงการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรกที่รัฐบาลประกาศออกมานั้น ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น(SC) เนื่องจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ของ SC จะเน้นตลาดบ้านราคาสูงกว่า 5 ล้านบาท/หลัง ไปจนถึงสูงกว่า 10 ล้านบาท/หลัง ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขตามโครงการบ้านหลังแรก ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมใหม่ก็คงจะแล้วเสร็จไม่ทันก่อนสิ้นสุดมาตรการในปี หน้า
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิเสธการกำหนดราคาบ้านไม่เกิน 5,000,000 บาท สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และจะได้รับการยกเว้นภาษีนั้น ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตามที่มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกต โดยเห็นว่าราคาบ้านที่ 5,000,000 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว และผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ก็ถือเป็นการขอบคุณไปในคราวเดียว
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของรายละเอียดนั้น คงจะต้องมีการกำหนดอีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้มีผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลมากขึ้น

http://www.springnewstv.tv/th/news/1-9476.html
-------------------------------------------------------


25 กันยายน 2554

เอกสารชี้แจงเรื่องประเด็นนโยบายมาตรการบ้านหลังแรก

เอสซี ฯ แจงขายบ้านกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นไปเป็นสัดส่วนหลัก มีเพียง10% ที่ต่ำกว่า 5 ล้าน ส่วนใหญ่ขายแล้วและไม่ใช่บ้านหลังแรก

นายอรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นมาตรการบ้านหลังแรก ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการเอื้อประโยชน์จากการเพิ่มวงเงิน 3 ล้านบาทเป็น 5 ล้านบาท

บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์โดยแบ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย โดยการพัฒนาจะเน้นโครงการแนวราบและทำโครงการบ้านเดี่ยวเป็นหลักมากกว่าโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม และเน้นการขายในลูกค้ากลุ่มราคาระดับกลางขึ้นไป

บริษัทฯมีผลการดำเนินงานที่ดีและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ได้รับผลกระทบทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพด้วยความสร้างสรรค์และใส่ใจใน ความต้องการของผู้บริโภคโดยทีมบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์และยึดมั่นใน การบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด บริษัทฯให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างความเชื่อ มั่นผ่านผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง และ มั่นใจว่าบริษัทฯดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมาย ข้อกำหนด และ กฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำทุกราย

ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจการแข่งขันเสรีที่มีผู้ประกอบการ มากรายซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการในทุกระดับราคาโดยขึ้นกับ นโยบายของแต่ละบริษัท แต่ในส่วนของบริษัทฯจะเน้นทำตลาดราคาระดับกลางขึ้นไปมากกว่า โดยมีสัดส่วนประมาณ 90% ของโครงการทั้งหมดที่มีราคาขายสูงกว่า 5 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียมและทาวน์โฮม ทั้งนี้ โครงการคอนโดมิเนียมจะมีราคาขายตั้งแต่ 80,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไปซึ่งลูกค้าที่ซื้อจะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรก

หากพิจารณาโครงการของบริษัทฯที่อยู่ในเกณฑ์ อาทิ โครงการวิสต้า วันเอทโอ รัชวิภา ปัจจุบันเหลือบ้านขายเพียง 30 หลังมูลค่ารวมประมาณ 150 ล้านบาท โครงการเซ็นทริคซีน รัชวิภา (696 ยูนิต) ปัจจุบันมีการโอนห้องชุดไปแล้วเกือบ 100% จึงจะมีโครงการเซ็นทริค รัชดา-สุทธิสาร(270 ยูนิต) ที่มียอดขายแล้วกว่า 70% และ โครงการเดอะเครสท์ พหลโยธิน11 (163 ยูนิต) ที่จะทยอยโอนในปลายปี 2555 ซึ่งห้องชุดมีราคาขาย 80,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ลูกค้าส่วนใหญ่ในระดับราคานี้จึงไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังแรก

กล่าวโดยสรุป ข้อกล่าวหาที่ทางพรรคประชาธิปัตย์พยายามระบุว่า นโยบายบ้านหลังแรกเอื้อประโยชน์ให้กับ เอสซี แอสเสท นั้น ไม่อยู่บนข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและทำให้เกิดการเข้าใจผิดกับทางบริษัทฯ ทั้งนี้ อยากให้มองเห็นว่า นโยบายของรัฐบาลต้องการช่วยเหลือประชาชนให้มีบ้านหลังแรก และ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม


*****************

แผนกประชาสัมพันธ์องค์กร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
คุณนันทนา หาญทวิชัย / คุณตรีนุช แสงสิงแก้ว / คุณวัลญา เกตุประสิทธิ์
โทรศัพท์ 0-2949-2293, 0-2949-2404, 0-2949-2290 แฟกซ์ 0-2949-2209

http://www.scasset.com/announcement.htm
-------------------------------------------------------

ครม.ไฟเขียวบ้านหลังแรก ธอส.ชู ดบ.0% นาน 3 ปี ตั้งวงเงิน 2 หมื่นล. ให้สิทธิทั้งบ้านใหม่-มือสอง-สร้างเอง
วันที่ 04 ตุลาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:25:11 น.


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 4 ตุลาคม ได้อนุมัติโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก 0% ของธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) โดยกำหนดวงเงินโครงการทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท สำหรับการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับสิทธิประโยชน์ดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี โดยได้ปรับเงื่อนไขให้สามารถซื้อได้ทั้งบ้านใหม่ และบ้านมือสองที่เป็นสินทรัพย์รอการขาย(เอ็นพีเอ) ของ ธอส. ซึ่งมีประมาณ 10,000 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 500,000-600,000 บาท รวมทั้งสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านบนที่ดินตัวเองด้วย แต่ต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท โดย ธอส.จะเริ่มดำเนินการหลังจากนี้ 7 วัน

"เหตุที่ขยายวงเงินจาก 10,000 ล้านบาทเป็น 20,000 ล้านบาทเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการซื้อบ้านของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือมีรายได้ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว จึงไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการยกเว้นภาษีจากการซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทของกรมสรรพากรก่อนหน้านี้ ที่อาจจะเป็นประโยชน์กับคนรวยหรือผู้มีเงินเดือน 40,000-50,000 บาทต่อเดือน แต่อาจมีผู้อาศัยช่องโหว่ มาขอใช้สิทธิประโยชน์นี้ควบคู่กับมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ ครม.จึงกำหนดให้เลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะตรวจสอบยาก แต่ถือเป็นการป้องกันไว้ระดับหนึ่ง หากมีปัญหาสามารถนำเข้าหารือในครม.เพิ่มเติมได้ในอนาคต และหากตรวจพบว่าไม่ใช่บ้านหลังแรกผู้ซื้อต้องถูกปรับไปคิดอัตราดอกเบี้ยตาม ปกติของ ธอส.ด้วยเช่นกัน" นายวิรุฬกล่าว

นายวิรุฬกล่าวว่า การยกเว้นดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี จะทำให้ธอส.มีต้นทุนการดำเนินงานปีละ 4% หากใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาท จะมีภาระดอกเบี้ยที่รัฐต้องอุดหนุนปีละ 800 ล้านบาท รวม 3 ปีเป็นเงิน 2,400 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงการคลังไม่ได้จ่ายชดเชยเป็นเม็ดเงินให้ ธอส. แต่จะให้ลดการนำส่งรายได้เข้ารัฐลงปีละ 800 ล้านบาทรวม 3 ปีแทน เพื่อไม่ให้กระทบการดำเนินงานของธนาคารและไม่กระทบสวัสดิการเงินโบนัสของ พนักงานหากมีการประเมินผลงานในแต่ละปี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317726322&grpid=00&catid=00&subcatid=0000

-------------------------------------------------------
24. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาไม่เกินจำนวนภาษีที่พึงชำระในแต่ละปีภาษีให้แก่บุคคลธรรมดาที่ซื้อ อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดที่มีมูลค่า ไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท ตามเงื่อนไขดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกินจำนวนภาษีที่พึงชำระในแต่ละปีภาษี เท่ากับเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  2. ต้องใช้สิทธิยกเว้นภาษีภายใน 5 ปีภาษีนับแต่วันที่ได้โอนกรรมสิทธิ์ โดยใช้สิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีภาษีติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
  3. ผู้มีเงินได้ต้องไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง หรือไม่มีชื่อเป็น หรือ เคยเป็น "เจ้าบ้าน" ในทะเบียนบ้านที่ใช้เป็นหลักฐาน ยกเว้นถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตนเองหรือคู่สมรส ตามทะเบียนบ้าน
  4. กรณีผู้มีเงินได้มีคู่สมรส ให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร พร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยได้เพียงแห่งเดียว
  5. ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืม ซื้อบ้านสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย
  6. ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยเป็นผู้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้จากการ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยตามกฎกระทรวงฉบับที่ 271 (พ.ศ.2552)
  7. ผู้มีเงินได้ต้องไม่เคยเป็นผู้สิทธิยกเว้นเงินได้จากการขายที่อยู่ อาศัยเดิมและซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 241 (พ.ศ.2546)
  8. กรณีเป็นการกู้ร่วม โดยผู้กู้ร่วมมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตนเองและเคยใช้สิทธิหักลดหย่อน หรือยกเว้นกับกรมสรรพากรแล้ว ผู้กู้ร่วมจะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีในส่วนของเงินได้ที่ใช้กู้ร่วม
  9. ต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
  10. ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
  11. ผู้มีเงินได้ต้องยื่นหนังสือรับรองต่ออธิบดีกรมสรรพากรว่าไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองมาก่อน
  12. กรณีผู้มีเงินได้ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ให้สิทธิที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปีภาษีแรกที่ใช้ สิทธิ และให้รับผิดเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย

ในส่วนของผลกระทบ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า จะมีผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีอากรรวม 5 ปีภาษีประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือปีภาษีละประมาณ 2,400 ล้านบาท อย่างไรก็ดี มาตรการนี้นอกจากจะเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับประชาชนที่ต้องการมีบ้านหลัง แรกแล้วจะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้มีเงินได้ เข้าสู่ระบบภาษี อันจะทำให้ประเทศไทยมีฐานภาษีที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงการคลังหามาตรการในส่วนที่จะสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ในการที่จะมีบ้านหลังแรกด้วย
http://www.eppo.go.th/admin/cab/cab-2554-09-27.html#1
-------------------------------------------------------

หลังโครงการบ้านหลังแรกผ่าน ครม.
ก็เริ่มมีการโจมตีทำนองว่า บริษัทในเครือ SC ASSET ได้ประโยชน์ทันที
เลยไปเก็บคำชี้แจงเพิ่มอีก 2 ราย
โดยเฉพาะคำชี้แจงจาก SC ASSET ด้วย

ถ้าไม่ติดว่าเป็นบริษัท ของตระกูลชินวัตร ได้ผลประโยชน์ด้วย
แต่ก็คิดว่าเล็กน้อยเพราะราคาขายค่อนข้างแพง
จะมีก็แต่โครงการคอนโดไม่กี่แห่ง
และส่วนแบ่งการตลาดยังน้อยกว่าตลาดโดยรวม
ซึ่งถ้าการออกนโยบายเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์
แล้วบริษัทของตระกูลชินวัตรในธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
ไม่ได้ประโยชน์ด้วยก็ต้องออกกฏเกณฑ์
ห้ามเฉพาะบริษัทตระกูลชินวัตรเป็นเงื่อนไขหนึ่ง
ซึ่งคงไม่เป็นธรรมแน่นอน ถ้าได้ก็ควรได้เหมือนกันหมด
ถ้าไม่ได้ก็ควรไม่ได้เหมือนกันหมด
การมีเงื่อนไขแยกกันจากราคาบ้าน
เป็นเรื่องปกติแต่ถ้าแยกกันเพราะ
เป็นบริษัทตระกูลนั้นตระกูลนี้อันนี้คงไม่เป็นธรรมนัก
แต่การแยกกันด้วยราคาหรือเงื่อนไขอะไร
ต้องดูด้วยว่าถ้าไม่เอื้อให้เฉพาะตระกูลนั้นตระกูลนี้ได้เปรียบ
แต่ทุกตระกูลที่ทำธุรกิจนี้ได้เหมือนกันหมดแล้วไปวัดฝีมือด้านธุรกิจ
แบบนี้ก็ไม่น่าจะเรียกว่าเอื้อผลประโยชน์เฉพาะตระกูลใด
และยิ่งเศรษฐกิจโลกไม่ดีแบบนี้
การมีมาตรการกระตุ้นภาพอสังหาริมทรัพย์
โดยที่รัฐไม่ต้องกู้เงินมากๆ มาลงทุน
เพราะหนี้สาธารณะจะสูงขึ้นอันตรายต่อเศรษฐกิจโดยรวม
แค่ออกกฏเกณฑ์เอื้อนิดหน่อย
แล้วเอื้อให้ธุรกิจทั้งระบบไปต่อได้หรือขยายตัวได้ดีขึ้น
ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่หดตัวมากนัก
ถ้าพึ่งภาคส่งออกไม่ได้มาก
ก็ต้องมาพึ่งการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

ล่าสุดให้หักจากวงเงินเสียภาษีไม่เกิน 5 แสนบาท
แบบนี้รัฐจะเสียรายได้มากเหมือนกัน
แต่จะช่วยให้คนมาซื้อบ้านมากขึ้น
โครงการลักษณะแบบนี้ ผมหนุน
มันคล้ายๆ โครงการลดภาษีรถยนต์คันแรกนั่นแหล่ะ
คือรัฐจะเสียรายได้หลักไม่กี่พันล้าน
แต่ได้คืนมาทั้งระบบหลายหมื่นล้าน
อย่างรถได้อุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งการประกอบรถ
ผลิตชิ้นส่วนรถ นั่นนี่ที่เก็บภาษี VAT อย่างเดียว
ก็เกินที่เสียไปแล้วไม่รวมเก็บภาษีอื่นๆ อีก
แต่ต้องระวังจะเกิดฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ดังนั้นพวกแบงค์ที่ปล่อยกู้จะต้องดูกันให้ดี
เข้มงวดเรื่องความสามารถในการจ่ายหนี้
ไม่เช่นนั้นอาจเกิดฟองสบู่ได้
เพราะเงื่อนไขจูงใจให้คนอยากมีบ้านค่อนข้างมาก

โครงการบ้านหลังแรกเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์
ผู้รับเหมา ผู้ประกอบการ แรงงาน ก็จะมีงานทำต่อไป
ในช่วงเศรษฐกิจโลกไม่ดีก็ต้องกระตุ้นการบริโภคในประเทศ
ก็จะได้ภาษีคืนมาเยอะทั้งจากบริษัทปูน ทราย สี บ.สร้างบ้าน
นั่นนี่เพียบมีบ้านสักหลังจะรู้ว่าบางทีการตกแต่งจะแพงกว่าตัวบ้านก็มี
ก็เป็นการกระจายรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจ
โดยรัฐลงทุนแค่ลดภาษีหรือไม่เก็บภาษีเป็นเงินไม่กี่พันล้านบาท
แบบนี้ดีกว่าไปกู้มาหลายๆ แสนล้านแล้วมาทำโครงการใหญ่ๆ
เพราะแบบนั้นจะทำได้ไม่นานและยิ่งกู้มากหนี้มากก็ใกล้ล้มละลายมากขึ้นด้วย
แต่นี่แค่ยอมเสียนิดหน่อยเพื่อกระตุ้น
แล้วเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมันก็เดินหน้าไปเองโดยอัตโนมัติ
ใช้เงินน้อยทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีด้วยตนมันเอง
แถมยังทำให้คนมีงานทำไม่ตกงานเพิ่ม
ที่สำคัญไม่กระทบกับประชาชนทั่วไป

ต่างจากการขึ้นราคาสินค้าแบบ 2 สูง
โก่งราคาฟันกำไร พอสินค้าราคาแพงขึ้น
รัฐก็เลยได้ภาษีเพิ่มจาก VAT และนิติบุคคล
แต่กระทบกับประชาชนเช่นข้าวของแพงขึ้น
เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แบบนี้ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แย่มาก
ควรเน้นแบบแรกให้มากที่สุด
มีโครงการไหนทำแบบนี้ได้อีกแม้ไม่ได้หาเสียงไว้
งัดมาทำให้หมด เพราะมาถูกทางแล้ว
ไม่เป็นภาระต่อประชาชนที่จะต้องไปรีดภาษีเพิ่มมาก
หรือผลักค่าครองชีพให้ประชาชนเพิ่มขึ้น
การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้ ควรทำทุกกลุ่มสินค้า
ถ้าเป็นไปได้จะดีมากๆ เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน
ก็ควรมาเน้นการบริโภคภายในเพิ่มขึ้นแทน

โดย มาหาอะไร
FfF