บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


25 พฤศจิกายน 2552

<<< ความแตกต่างของการรบ ในสงครามที่เทียนจิน และ เป่ยผิง >>>

สงครามที่เทียนจิน
ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่
เป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักของจีน
เมืองเดียวมีรายได้สูงกว่าหลายมณฑลในจีน
กองทัพเหมาใช้เวลาประมาณ 19 ชั่วโมงยึดเมืองได้
ด้วยกำลังพลหลายแสนจาก 4 ล้านคน
ที่กระจายการรบอยู่ทั่วประเทศ
มีการยิงกันแบบไม่บันยะบันยัง
ถล่มกันแบบไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม
เท่าที่สังเกตุ กองทัพเหมา
มีอาวุธทุกคน มีปืนใหญ่ มีรถถัง
ที่ยังไม่เห็นคือเครื่องบินรบกับเรือรบ
ซึ่งกองทัพเจียง ไคเช็ก มี
ถ้ากองทัพเหมามี 2 อย่างในวันนั้น
เราว่าไต้หวันคงไม่มีวันนี้
พอดีช่วงนั้นเหมามีแต่กองทัพบกเป็นหลัก
แต่มีอาวุธหนักพอฟัดพอเหวี่ยงกับฝ่ายรัฐบาล
แต่ที่เหมาเริ่มได้เปรียบรัฐบาลก็คือ
จำนวนทหารประชาชนที่มีหลายล้านคน
ยิ่งสู้ยิ่งมีมาเพิ่มเรื่อยๆ
มีหน่วยส่งเสบียง
ไม่ว่ากองทัพเหมาขยายอนาณาเขตยึดครอง
ไปได้ไกลแค่ไหน
หน่วยส่งเสบียงก็ทำทางต่อเชื่อม
เพื่อสามารถไปส่งเสบียงได้ไม่ขาดสาย
ไม่ว่าจะทางรถ ทางรถไฟ ทางน้ำหรือแม้แต่ทางหิมะ
ทำกันได้อย่างแข็งขันและส่งกำลังบำรุง
จากแนวหลังสู่แนวหน้าได้อย่างดี

วกกลับมาพูดถึงการยึดเมืองเทียนจินต่อ
หลังจากชนะเห็นสภาพบรรยากาศทางVCD
ซึ่งเขาถ่ายทำได้ดีมากสถานที่จริงและตัวแสดงดังๆ
คัดหน้าตาเหมือนตัวจริงมากๆ
และยิงกันถล่มตึกกันเห็นๆ
ถือว่าเป็นหนังประวัติศาสตร์ที่ทุ่มทุนสร้างจริงๆ
สภาพในช่วงที่ชนะสงคราม
กองทัพแดงของเหมา
ซึ่งทั้งหมดแต่งชุดออกโทนฟ้าอ่อน
หรือเขียวอ่อนบอกไม่ถูก
วิ่งเข้าหากันจากหลายๆ สายที่บุกเข้าเมือง
ดีใจกระโดดโลดเต้น
นั่งดูยังรู้สึกได้ถึงอาการดีใจและสะใจ

หลังยึดเมืองเทียนจินได้
เป่ยผิงคือเมืองต่อไปที่จะต้องยึด
ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน
เป่ยผิงเป็นชื่อเก่า
ซึ่งเหมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเป่ยจิงหลังยึดได้
คนไทยออกเสียงเรียกเมืองนี้ว่าปักกิ่ง
บอกชื่อเป่ยจิง หลายคนคงอาจไม่เข้าใจ
เช่นเดียวกันถ้าไปบอกคนจีนว่าปักกิ่ง
เขาก็คงไม่เข้าใจเหมือนกัน
นี่เป็นอุปสรรคหนึ่งในการดูหนังเรื่องนี้
แผนที่ก็เป็นภาษาจีน
และแต่ละเมืองอยู่แถวไหนบ้าง
จินตนาการไม่ค่อยออก
แต่ตอนนี้โชคดี
เรายังพอรู้จักเมืองดังๆ หลายเมือง
ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของจีน
เลยพอเข้าใจหน่อย
ตอนนั้นเมืองหลวงของรัฐบาลเจียง ไคเช็ก
ตั้งอยู่ที่เมืองนานกิง

การยึดเมืองปักกิ่งนี้
เป็นเมืองที่ยึดยากมาก
เพราะว่าเต็มไปด้วยโบราณสถานเก่าแก่
เหมาถึงกับออกปากให้แม่ทัพนายกอง
แบ่งกำลังย่อยๆ พยายามยึดเมือง
โดยหลีกเลี่ยงการทำลายโบราณสถานต่างๆ
โดยออกนโยบายไปว่า
ใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ต้องยอม
ซึ่งข้อนี้น่าชื่มชม
ถ้าไม่มีประวัติด่างพลอยในภายหลัง
เรื่องปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงบั้นปลายชีวิต
ปรากฏว่ากุนซืนเหมาและเหมา
ต่างเห็นว่าการยึดเมืองปักกิ่งหรือเป่ยผิงในตอนนั้น
คงต้องใช้วิธีการที่แตกต่าง
จากการยึดเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา
จนเกิดเป่ยผิงโมเด็ล
โดยการเน้นเจรจา
ให้แม่ทัพที่คุมกองทัพนับแสนในเมืองเป่ยผิง
ยอมแปรพักตร์
ประจวบเหมาะกับที่แม่ทัพคนนั้น
ลูกสาวก็นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์
และโดนรัฐบาลเจียงบีบ
เนื่องจากไม่ไว้ใจ
และสหรัฐที่ตอนแรกบอกว่าจะช่วย
พอถึงตอนนี้ไม่ช่วยและเตรียมหนีเอาตัวรอด
สุดท้ายเขาจึงเรียกประชุมแม่ทัพนายกองทั้งหมด
เพื่อให้มาลงมติรับรองแผนสงบศึก 18 ข้อของเหมา
มีข้อหนึ่งคือให้กองทัพทั้งสองฝ่ายออกนอกเมืองเป่ยผิง
ก็คือยอมแพ้นั่นแหล่ะ
เพราะว่ากองทัพเหมาไม่มีในเมือง
แต่เหมาก็ใช้วิธีปลุกระดมบรรดานักศึกษา
ตามมหาลัยต่างๆ ในปักกิ่งแทน
มีแม่ทัพนายกองไม่เห็นด้วยจะขอสู้ตาย
สุดท้ายแม่ทัพใหญ่ก็ประกาศ
จัดเครื่องบินส่งคนที่คิดสู้ต่อไปนานกิง
เพื่อไปร่วมกับรัฐบาลเจียง ไคเช็ก สู้ต่อไป
ส่วนที่เหลือยอมจำนน
โดยการถอนทหารออกจากเมือง
แล้วทหารของเหมาก็เข้ามายึดเมืองแทน

จะเห็นได้ว่า
การยึดสองเมืองในเวลาไล่เลี่ยกัน
ใช้คนละยุทธวิธี
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสถานที่
และกองทัพเหมามีความพร้อม
ทั้งด้านอาวุธต่างๆ และกำลังสนับสนุน
เช่น การทำทาง ส่งเสบียงต่างๆ
กองทัพเหมาไม่ได้มีแค่มือเปล่า
กับไม้หน้าสามในการยึดเมือง
มีอาวุธปืนเป็นล้านๆ กระบอก
มีรถถัง มีปืนใหญ่ ยิงกันไม่มีอั้น
คงได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียในขณะนั้น
สามารถรบยืดเยื้อได้หลายปี
ไม่ใช่แค่ไม่กี่วัน
นี่คือข้อเท็จจริงหนึ่งที่ควรรู้
ถ้าไม่มีความพร้อมแบบนี้
ก็อย่าเลียนแบบแนวนี้
ควรหาแนวที่สามารถใช้มือเปล่า
จำนวนคน และคะแนนเสียงให้เป็นประโยชน์
โดยไม่นำไปแลกกับสิ่งที่เขาได้เปรียบ
ควรเล่นในเกมที่เราได้เปรียบ
อย่าไปเล่นในเกมที่เขาได้เปรียบ

โดย มาหาอะไร