บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


19 เมษายน 2554

<<< สิ่งที่คิดว่าเป็นจุดอ่อน อาจทำให้กลายเป็นจุดแข็งได้ >>>

มีบางคนบอกว่า จะทำม็อบแบบลุกขึ้นสู้ได้ยังไง
ในเมื่อม็อบเรามีแต่ผู้หญิงและผู้สูงวัยจำนวนมาก
ผมว่าถ้าท่านเห็นภาพการต่อสู้ในอดีตไม่นาน
ในเหตุการณ์หน้าบ้านสี่เสา ที่เรื่องนี้

<<< เหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสา 22 กรกฎา 50 >>>
http://maha-arai.blogspot.com/2011/04/blog-post_18.html

จะเห็นภาพคุณตา คุณยาย และหญิงวัยกลางคนบางคน
กำลังสู้กับตำรวจที่กำลังมาสลายม็อบ แม้จะไม่ถึงกับลงไม้ลงมือ
เหมือนภาพอื่นๆ ที่มีการลงไม้ลงมือกัน แต่เห็นทั้งแววตาและท่าทาง
ก็บ่งบอกแล้วว่าสู้อย่างไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว

แค่นี้แหล่ะครับ ถ้าทำได้ทั้งม็อบ พร้อมสู้ทุกคนไม่ว่าวัยไหน
ดูคุณตาคุณยายและหญิงวัยกลางคนที่ผมว่าเป็นตัวอย่างก็ได้
จากสิ่งที่คิดว่าเป็นจุดอ่อน จะกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาทันที
เนื่องจากว่า ถ้ามีภาพการถูกทำร้ายต่อเด็กสตรีและคนชรา
ภาพออกมายังไงก็ไม่สวยสำหรับพวกที่ลงมือทำ
นี่เป็นเกราะชั้นดีให้กับคนกลุ่มนี้ที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน
แต่ถ้าวันไหนเขาพร้อมลุกขึ้นสู้ จะกลับกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาได้ทันที

การกระทำความรุนแรงใดๆ กับคนกลุ่มนี้
ทั้งผู้กระทำและจอมบงการ ณ พ.ศ. นี้
จะโดนประนามโดนด่าเละเทะในสายตาคนที่พบเห็น
ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ยกเว้นพวกศัตรูของเราเท่านั้น
นั่นก็เท่ากับว่าเขาจะเพลี่ยงพล้ำทันที และเขาก็พยายามหลีกเลี่ยง
บางทีเขาก็อาจจะขู่ให้กลัวจนยอมจำนน
หรือหลอกให้พาไปให้พ้นรัศมีทำการของเขา
เขาถึงกล้าลงมือไม่ยั้ง แต่ถ้าคนกลุ่มนี้กล้าลุกขึ้นสู้ไม่ยอมหลบ
จะสร้างความอึดอัดกับฝ่ายตรงข้ามอย่างมาก
และความรุนแรงอาจจะไม่หนักเท่าที่คิดอีกด้วย

ส่วนชายฉกรรจ์นั้นก็ต้องมีมากๆ ไว้ช่วยยันไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ
จนอาจเกิดกรณีทำลายหลักฐานอะไรได้ จะเห็นได้ว่า
ความจริงแล้วสิ่งที่คิดว่าเป็นจุดอ่อน ถ้าจะทำให้เป็นจุดแข็งก็ทำได้
ถ้ามองเห็นและคิดจะทำให้กลายเป็นจุดแข็ง ไม่ใช่ยอมจำนน
ปล่อยให้เป็นจุดอ่อนอย่างที่คิดไปเรื่อยเปื่อย

ถ้าคนจำนวนมากพร้อมสู้ไม่ยอมจำนน
ฝ่ายที่จะถอยจนตั้งรับไม่ทันก็คือฝ่ายตรงข้าม
แต่ถ้าไม่พร้อมสู้ ไม่คิดเตรียมความพร้อม
ก็เหมือนกับยอมรับสภาพเมื่อถึงวันที่เขาจะรุกหนักกวาดล้าง
และเป็นความประมาทอย่างรุนแรงที่สุด
ถ้าเกิดเรื่องวันไหนก็แล้วแต่ ไม่ต้องโทษใครอื่นเลย
ให้โทษการไม่เตรียมตัวพร้อมสู้ ไม่ว่าจะระดับไหน
ไม่ว่าจะระดับแกนนำหรือกองเชียร์ก็ตาม
เพราะเห็นทางข้างหน้าแล้วว่าต้องไปเผชิญกับอะไร
แล้วไม่คิดเตรียมการณ์สู้เอาไว้เขาเรียกว่าประมาท
ถ้าเป็นความประมาทส่วนตัวไม่เกี่ยวกับใครก็ไม่ว่าอะไร
แต่ถ้าคิดไปปลุกให้เขามาร่วมสู้เป็นพวกเดียวกันแล้ว
แต่ไม่ทำให้พร้อมสู้ เกิดอะไรขึ้นจะไม่ให้ว่าอะไร
กับคนที่ไปชวนชาวบ้านมาสู้ได้ยังไง ยังไงก็ต้องรับผิดชอบ
เหมือนไปชวนชาวบ้านมาลงเรือลำเดียวกันแล้ววาดฝัน
ชวนเขาไปแดนศิวิไลซ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ยังไงก็ปัดความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ดี
ดังนั้นเมื่อปัดความรับผิดชอบไม่ได้
แทนที่จะให้เขามาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกันไปเฉยๆ
สู้ฝึกฝนทุกอย่างเพื่อให้เขาสามารถช่วยร่วมสู้ได้
ไปตลอดรอดฝั่ง ในทุกๆ สถานการณ์จะไม่ดีกว่าหรือ

โดยเฉพาะการกำจัดจุดอ่อนเสริมจุดแข็งไปเรื่อยๆ
ระหว่างการต่อสู้ ต่อให้เขาทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ดูไม่เห็นอะไร
หรือต่อให้มาเป็นแสนก็ไม่เห็นหัวยังไงก็ตาม
การฝึกคนไปเรื่อยๆ แบบเอ็งแกล้งไม่เห็นก็เรื่องของเอ็ง
ข้าจะฝึกคนไปเรื่อยๆ แบบนี้ เดี๋ยวก็เต้นเป็นเจ้าเข้าเองแหล่ะ
ไม่จำเป็นต้องออกเดินสายยั่วด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่องเครื่องทุ่นแรงอะไร ยังไม่ต้องไปเปรียบเทียบให้รกหัว
ว่ามีน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามยังไง ถ้าวันไหนจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้กันจริงๆ จังๆ แล้ว
บอกได้เลยว่าเดี๋ยวหาได้เองแหล่ะ อยู่ที่ว่ากล้าสู้กันหรือยังเท่านั้นเอง
มันมีมาหลายทางที่จะได้มา ทำเองยังได้ บั้งไฟยังทำกันได้
ส่วนประกอบเครื่องทุ่นแรงสารพัดก็ไม่ต่างอะไรกับส่วนประกอบบั้งไฟเลย
ยังไม่นับแนวทางอื่นๆ ปืนใหญ่กองทัพเหมาช่วงแรกๆ
ก็ทำมาจากถังน้ำมันเก่าด้วยซ้ำ
ลูกกระสุนก็ส่วนประกอบเดียวกับบั้งไฟนั่นเอง
เพียงแต่ดันแปลงให้เป็นเท่านั้นเอง ของพวกเนี้ยะ พร้อมไม่พร้อม
เมื่อถึงวันนั้นเดี๋ยวก็ดิ้นรนหามาได้เองแหล่ะ เชื่อเหอะ
สำคัญแค่คนพร้อมจะสู้จริงจังมากน้อยเท่าไหร่
พอรับมือไหวหรือเปล่าเท่านั้นแหล่ะ
เรียกว่าอยู่ที่ใจคน มากกว่าเครื่องทุ่นแรง
ถ้าใจสู้ต่อให้ไม่มีเครื่องทุ่นแรงอะไร ก็ยังกล้าสู้กันมาแล้ว
และถ้านั่งคิดสักหน่อยจะรู้เองแหล่ะว่า มันไม่ยากที่จะหามาได้
แต่ถ้าใจไม่สู้ต่อให้มีเครื่องทุ่นแรงกองเท่าภูเขาตรงหน้าก็ไร้ประโยชน์
ตอนนี้สู้กับใจตัวเองเท่านั้นเอง ไม่ได้ไปสู้กับใครที่ไหนหรืออะไรหรอก

โดย มาหาอะไร

FfF