บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


21 เมษายน 2554

<<< ม็อบแบบไหนต้านรัฐประหารและสู้กับเผด็จการใจอำมหิตได้ >>>

เคยคิดกันบ้างไหมว่า ม็อบลักษณะไหนที่จะสามารถรับมือ
กับภาระกิจสำคัญทั้ง 2 อย่างที่ว่ามาได้
คือต้านรัฐประหารและสู้กับเผด็จการใจอำมหิตได้
อย่าคิดแต่ว่าจะทำม็อบเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง
โดยไม่คิดถึงอุปสรรคที่แท้จริงของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง
เพราะวันหนึ่งบนเส้นทางการต่อสู้
เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะเจออุปสรรคสำคัญที่ว่า
ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างที่ว่ามาแน่ๆ
ถ้าทำม็อบที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ว่ามาได้
ประชาธิปไตยที่แท้จริงก็อยู่แค่เอือมที่จะไขว่คว้าแล้ว

ถ้าคิดว่าการมีมวลชนมากจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้
ก็ต้องเลือกทำม็อบแบบหาเสียง แบบพรรคการเมือง
มีนโยบายมาเสนอมีนั่นนี่ให้ความหวังว่าจะช่วยทำให้หลังได้เป็น ส.ส.
หรือได้ร่วมรัฐบาลแล้ว ม็อบลักษณะนี้
สามารถทำให้มีมวลชนหลายสิบล้านคนได้
อดีตพรรค ทรท. ก็เคยได้ประมาณ 19 ล้านเสียง
แล้วเป็นยังไง เจอม็อบไม่กี่หมื่น
19 ล้านเสียงช่วยอะไรได้หรือไม่
แต่ม็อบแบบนี้ก็มีข้อดีคือ หามวลชนได้เร็วและไว
แถมยังสามารถเปลี่ยนใจพวกอื่นให้มาหนุนได้
ด้วยนโยบายที่โดนใจพวกเขานั่นเอง

แต่ถ้าเป็นลักษณะมวลชนเป็นล้านคน
ออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลังแบบสงบสันติอะไร
หลายประเทศก็เคยมีแบบถึงล้านจริงๆ
ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเพราะอีกพวก
ก็สามารถระดมคนเป็นล้านมาโชว์ตัวได้เหมือนกัน
เจอแบบนี้ ก็ไปต่อลำบากแล้ว
แถมในไทยเกิดวิกฤตการณ์การเมืองตั้งแต่ปี 48
จนถึงบัดนี้ 7 ปีได้แล้ว และปลุกมวลชนมาตั้งนาน
คนกล้ามาร่วมสู้ด้วย มากสุดก็ระดับแสนคนแบบที่เห็นกัน
การคาดหวังระดับล้านคนคงอีกยาวนานมากๆๆๆ
ที่จะเป็นจริงได้ ยกเว้นขนกันมาวันสองวัน
แสดงพลังเสร็จก็กลับ อาจทำได้
แต่เป็นลักษณะฉาบฉวยไม่สู้กันจริงๆ

แต่คนระดับหลายหมื่นหลายแสนคนเปลี่ยนแปลงประเทศได้
มีให้เห็นหลายประเทศ ส่วนใหญ่ไม่ใช่แนวสันติอหิงสา
โชว์ตัวเพื่อให้เห็นหัวอะไร แต่ตั้งใจมาล้มมาขับไล่กันจริงจัง
ไม่ลงไม่เลิกอะไรแบบนั้น แรงมาก็แรงตอบประมาณนั้น
เมื่อดูจากจำนวนคนที่น่าจะพร้อมสู้ระดับแสนคน
และวิธีการที่สามารถพอมีความหวังว่า
จะทำได้สำเร็จก็คือม็อบลุกขึ้นสู้ ตอนนี้จำนวนได้แล้ว
เหลือแต่จะทำยังไงให้กล้าลุกขึ้นสู้กันจริงจังได้ทั้งหมด
เอาเฉพาะที่กล้ามาม็อบอยู่แล้วช่วงนี้ เน้นเฉพาะเสื้อแดงก็พอ
เพราะการหวังเสื้อสีอื่นมาร่วมม็อบด้วยแถมให้มาช่วยสู้ด้วยอีกต่างหาก
เป็นงานยากมากกว่าชวนเสื้อแดงด้วยกันมาร่วมต่อสู้
และยังเชื่อสนิทใจได้ยากกว่า ว่าไม่ได้รับงานมาอีกด้วย

งานหามวลชนก็มีเวทีหาเสียงของพรรค
หรืออนาคตหลังเลือกตั้งก็พัฒนาไปเป็นม็อบประจำพรรคไปเลย
เน้นปราศรัยหาเสียง เคล้าเสียงเพลงและการเล่าเรื่องขำขัน
พร้อมเต้นรำสนุกสนาน ควรมีม็อบแบบเนี้ยะประจำพรรคไปเลย
หาเสียงเรื่อยๆ ตามแนวทางแบบพรรคการเมือง

ส่วนม็อบที่สู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง
ก็ไม่ควรไปยึดติดพรรค ไม่จำเป็นต้องไปช่วยพรรคไหนหาเสียง
ใครชอบทักษิณก็เก็บไว้ในใจ ไม่ต้องมาบอกเล่าให้ฟัง
เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามจับมาโยงกับพรรคหรือทักษิณ
ควรเป็นกฏเหล็กของม็อบแบบนี้
คือคนของพรรคไหนจะมาสนับสนุนพร้อมรับความช่วยเหลือหมด
แต่แนวทางไม่จำเป็นต้องไปหาเสียงเพื่อไปผูกติดกับพรรค
เพราะมวลชนเขารู้อยู่แล้วว่าจะเลือกไม่เลือกใคร
หรือรักใครชอบใครแถมเขามีม็อบประจำพรรคแล้ว
คงหาเสียงได้ดีกว่าอยู่แล้ว การไปช่วยเขาหาเสียงบนเวทีที่แรงๆ
มีแต่จะทำให้ทั้งพรรคและทักษิณเสียหายมากกว่า
และต้องพยายามทำให้เป็นม็อบลุกขึ้นสู้ด้วย
ถ้าเห็นตรงกันว่าเป็นแนวทางที่จะชนะได้
แต่ถ้าคิดว่าแนวอื่นจะชนะได้ก็ลองทำ
และผลัดกันไปร่วมม็อบรูปแบบต่างๆ ดู
เดี๋ยวก็รู้ว่าแนวไหนจะปลุกคนให้สามารถ
ออกมาสู้ตอนเกิดรัฐประหาร
กับตอนโดนพวกเผด็จการใจอำมหิตล้อมปราบ
หรือขนม็อบมาชน

อันที่จริงไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุการณ์จริงๆ
แค่เห็นเขาซ้อมแถว สน.สำราษราษฎร์
ก็น่าจะตื่นตัวและคิดกันได้แล้วว่า
แนวไหนรับมือกับอุปสรรคที่ว่ามาได้
จะเป็นการเตรียมพร้อมความพร้อมรับมือได้จริง
เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นๆ จริงๆ ดีกว่าการทำม็อบไปวันๆ
แบบขอให้ได้ทำม็อบ หรือทำเหมือนมีม็อบอยู่

ที่สำคัญแนวทางควรชัดเจน จะได้อุ่นใจระดับหนึ่งว่า
คนที่มาร่วมอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน ไม่ใช้วิธีไปหลอก
หรือทำตัวสร้างภาพอะไรแล้ววันที่ต้องการให้มาช่วยกันสู้
เพราะกำลังโดนเขาลุยหรือจะไปลุยเขาเพื่อให้ชนะ
ปรากฏว่ามีคนขอถอนตัวกันอยู่เรื่อยๆ
เปรียบเหมือนกองทัพ ถ้ามีทหารพร้อมถอนตัว
พร้อมหนีทหารตลอดเวลา กองทัพย่อมระส่ำระสาย
ยิ่งมาทำช่วงกำลังสู้รบด้วยยิ่งแย่ใหญ่
สู้หาคนที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน
และรู้แนวทางว่าข้างหน้าต้องเจออุปสรรคขวากหนามใหญ่หลวงแค่ไหน
แบบนี้พออุ่นใจได้ว่าจะสู้ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่ง
ไม่ใช่โดดหนีกลางทาง ไม่กล้าสู้ต่อบ้าง
หรือไม่คิดจะสู้กับแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามบ้าง
จนเกิดความระส่ำไปหมด ซึ่งจะทำให้
เสียทั้งเวลาและเสียทั้งความรู้สึก

เหมือนขบวนรถไฟจะไปเชียงใหม่
ถ้าเป็นไปได้ก็ควรรับคนที่จะไปเชียงใหม่จริงๆ ให้มากที่สุด
ดีกว่าพาคนที่ขอลงระหว่างทางมากมายไปด้วย
ถ้ามองด้านการค้าก็อาจคิดว่าดีมีคนไปไม่ถึงเชียงใหม่
มานั่งดีกว่าปล่อยให้ว่าง แต่ถ้ามองในแง่การต่อสู้
จะทำให้เกิดอาการเสียขวัญกำลังใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเห็นลงกันไปเรื่อยๆ ตลอดทาง
และจะทำให้การประเมินสถานการณ์ต่อสู้
ผิดพลาดอย่างแรง แบบฮึกเหิมเกินจริง
แล้วพอถึงเวลาจริง คนไม่พร้อมสู้แล้วหนีหายไปมากมาย
ก็จะเกิดความเสี่ยงสูงที่จะแพ้ได้

เรื่องเครื่องทุ่นแรง ยังไม่ต้องกังวลมาก
ตอนนี้กังวลเรื่องคนพร้อมสู้ก่อนถึงวันนั้นเดี๋ยวก็ดิ้นรนหากันมาได้เอง
วิ่งเข้าไปในครัวก็เจอเพียบ แม้จะเทียบกับฝ่ายตรงข้ามไม่ได้
แต่ถ้ายึดมาได้ก็เป็นของฝ่ายเราได้และทำเองแบบง่ายๆ
เหมือนทำบั้งไฟก็ได้ทั้งนั้น แต่ยามนี้ของแค่ให้ใจคนกล้าสู้ก่อน
ที่สำคัญขอแค่มีคนกล้าไปที่เกิดเหตุช่วงปะทะกันมากๆ
มากกว่าฝ่ายตรงข้าม แค่เห็นจำนวนตีนคนยังไม่มีอาวุธในมือ
ก็เผ่นกันกระเจิงแล้ว และบางคนอาจยังไม่กล้าทำฝ่ายคู่ต่อสู้
ยกเว้นทนไม่ไหว การช่วยกันไปเยอะๆ แค่ไปยืนเก้งๆ กังๆ
แถวๆ นั้น เยอะๆ ไม่หนีไปไหน ขวัญกำลังใจคนที่สู้แนวหน้า
ก็เพิ่มมหาศาล และจำนวนตีนมากๆ ยิ่งข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้ดี
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเครื่องทุ่นแรงเลยตอนนี้
เอาแค่ใจกล้าพอที่จะไปเป็นเพื่อนก่อน
เหมือน สน.สำราญราษฎร์โมเดล นั่นแหล่ะ
ตอนคนเรามีน้อยไม่กี่สิบเขามีหลายร้อย
ฝ่ายเราก็ฝ่อแถมบางคนมีอาวุธขู่ด้วย
พอฝ่ายเราระดมคนมาพรึบมากกว่าฝ่ายเขา
ฝ่ายนั้นก็กระเจิงกันแล้ว คือถ้าไม่ต้องการให้มีการปะทะมาก
ต้องมาให้มากยิ่งมากโอกาสชนะโดยไม่ต้องปะทะสูง
แต่ถ้าคนน้อยหรือพอๆ กับฝ่ายตรงข้าม โอกาสปะทะก็จะสูงขึ้น

อีกอย่างภาพทหารกล้าถือปืนไล่ยิงเด็กสตรีและคนชรา
ใครเขาเห็นที่ไหนในโลกนี้ก็รับไม่ได้ทั้งนั้นแหล่ะ
ที่หลายๆ ที่ชนะกันด้วยภาพเหตุการณ์เหล่านี้
ดังนั้นเด็กสตรีและคนชรา อันที่จริงก็คือเกราะอย่างดีที่สุดแล้ว
หลายๆ ประเทศเขามีเหตุการณ์แค่ตำรวจเอากระบองไล่ตีผู้หญิง
ที่มาชุมนุมประท้วงเพราะสามีโดนจับที่คิวบา
ก็เกิดอาการเจ็บแค้นเกิดการปฏิวัติที่คิวบาสำเร็จง่ายขึ้น
เพราะอารมณ์คนที่ถูกกระทำจากไม่กล้าจับเครื่องทุ่นแรง
ก็วิ่งหาเครื่องทุ่นแรงทันทีหรือเข้าร่วมกองกำลังทันที
ที่รู้ว่ามีที่ไหน ผมเห็นจากสารคดี ช่วงวันยึดเมืองหนึ่งในคิวบา
ชายฉกรรจ์จำนวนมากมือเปล่าด้วยซ้ำวิ่งเข้าใส่ทหารถือปืน
ปรากฏว่าฝ่ายทหารหนีขึ้นรถเผ่นกันแทบไม่ทัน
แบบวิ่งเข้าใส่อย่างกระทิงดุหนีไม่ทันโดนเหยียบตายอย่างเดียวเลย
นี่ขนาดพวกไม่มีอาวุธ ส่วนพวกมีอาวูธก็ง่ายแหล่ะ
เมื่อมีมวลชนโกรธแค้นอยู่เต็มเมืองคอยช่วยกระทืบอีกแรงแบบนี้

ดังนั้นพวกนั้นมันก็รู้มันไม่กล้าทำหรอก
นอกจากทำแบบพวกอีแอบสไนเปอร์
ซึ่งถ้างวดหน้าไปอยู่แถวตึกเตี้ยๆ รับประกันสนุกแน่
บางทีพวกนั้นก็หลอกให้กลุ่มนี้หลบไปก่อน
เช่นให้เข้าไปในวัดเพื่อจะได้ไล่ยิงได้สนุก
ไม่พลาดไปโดนเด็กสตรีและคนชรามาก
ผู้หญิงคนสุดท้ายที่นั่งหน้าเวที ก็ไม่โดนยิงไม่ใช่หรือ
แต่ที่พลาดคือสนุกมือยิงคนตายที่วัดแถมยังมีผู้หญิงร่วมอยู่ด้วย
ขนาด 6 ศพ จนบัดนี้ยังโยนกันไปโยนกันมาไม่กล้ารับว่าทำเอง
วันไหนเอาจริงแบบยิงให้เห็นจะๆ อีก
บอกเลยว่าสถานการณ์จะแรงมากกว่านี้
และภาพพวกนี้จะย้อนกลับมาเล่นพวกนั้นอีกด้วย
พวกนั้นเขาจะยิ่งระวังมากกว่าเดิมอีก
ที่จะไปทำอะไรกับคนกลุ่มนี้
โอกาสเสี่ยงจึงมีน้อยเมื่อเทียบกับชายฉกรรจ์

โดย มาหาอะไร

FfF