บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


21 กันยายน 2554

<<< เอกสารหลักฐานการต่อสู้ของเสื้อแดงมีโอกาสถูกทำลาย โดยการประกาศให้เป็นจดหมายเหตุ แล้วห้ามเผยแพร่ครอบครอง และถูกทำลายให้หายสาบสูญในที่สุด >>>

เอกสารในที่นี้หลายคนอาจนึกว่าแค่หนังสือ สิ่งพิมพ์ไม่ใช่
ในทางประวัติศาสตร์ เอกสารทางประวัติศาสตร์หมายรวมถึง
หลักฐานที่อยู่ในรูป CD ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดด้วย
รวมไปถึงภาพวาด บทละคร บทนิยาย บทเพลง กวี ต่างๆ ด้วย
เขาจึงเขียนกว้างๆ ครอบคลุมไม่ระบุตรงๆ
เพื่อให้รับรู้ว่า รวมภาพเคลื่อนไหวและสิ่งที่ว่ามา
โดยเฉพาะคลิปเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประชาชนถูกยิง
ก็เข้าเกณฑ์เอกสารประวัติศาสตร์ทั้งหมด

++++++++++

“เอกสาร” หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพ แสง เสียง ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเขียน วาด พิมพ์ ถ่ายภาพ บันทึก วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

“เอกสารราชการ” หมายความว่า เอกสารซึ่งอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือ รับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้นๆ ที่เจ้าพนักงานรับรองในหน้าที่และข้อมูลข่าวสารของราชการตามกฎหมายว่าด้วย ข้อมูลข่าวสารของราชการ

++++++++++

กระบวนการนี้จะยึดเอกสารมาหรือเอามาแค่สำเนาก็ตาม
แต่มีการห้ามเผยแพร่ แล้วมีกำหนดเวลาทำลายเอกสาร
ก็เท่ากับเป็นการทำให้เอกสารนั้นหายสาบสูญไปตลอดกาลดีๆ นี่เอง

การยึดก็ง่ายมาก แค่ได้รับการประเมินจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาจเป็นคนของพวกผู้มีอำนาจ

++++++++++

“จดหมายเหตุแห่งชาติ” หมายความว่า เอกสารต้นฉบับหรือคู่ฉบับซึ่งได้รับการประเมินจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติว่ามี คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติ ควรรักษาไว้เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินและต้องจัดเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุแห่ง ชาติเพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่

“จดหมายเหตุ” หมายความว่า เอกสารต้นฉบับหรือคู่ฉบับไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐหรือ เอกชน ซึ่งได้รับการประเมินจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สมควรจัดเก็บไว้ใน หอจดหมายเหตุเพื่อการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย

++++++++++

เมื่อประกาศให้เป็นจดหมายเหตุก็จะได้รับการคุ้มครองทันทีตามมาตรานี้

++++++++++

มาตรา 11 เอกสารที่ได้รับการประเมินตามหลักวิชาการจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้ถือว่าเป็นเอกสารที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้

++++++++++

หลังได้รับการคุ้มครองแล้วก็จะเจอมาตรานี้ทันที

++++++++++

มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย จำหน่าย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติและครอบครองไว้เป็นของตนเอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร

++++++++++

โทษแห่งการฝ่าฝืนรึ ก็ตามมาตรา 50 ด้านล่างนี้
นี่ยังไม่รวมกระบวนการไม่ตัดสินเสียที
ประเภทติดคุกรอไปเรื่อยๆ 10 ปีก็ยังได้น่ะ

++++++++++

มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

++++++++++

แล้วที่ยึดไปใครอยากไปดูข้อห้ามเพียบ แถมต้องได้รับอนุญาติอีก
นี่มันเพื่อการเผยแพร่ตรงไหน แถมนำออกนอกราชอาณาจักรไม่ได้
เจ้าของต้นฉบับที่เผยแพร่ทางเน็ตก็โดนแน่นอน
เพราะมันออกนอกราชอาณาจักรไปได้ทั่วโลก
ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นคนผลิตมันขึ้นมาเองด้วยซ้ำก็โดน

++++++++++

มาตรา 13 ห้ามมิให้ผู้ใดทำสำเนาด้วยวิธีการใดๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติที่เก็บรักษาในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการหรือผู้ที่ผู้อำนวยการมอบหมาย

การอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา 14 ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำจดหมายเหตุแห่งชาติออกจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการ

มาตรา 15 ห้ามผู้ใดเอาไป ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติ

มาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำจดหมายเหตุแห่งชาติออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี

++++++++++

โทษน่ะหรือ ก็เลือกเอาตามใจชอบตามความผิดที่เข้าข่ายแรงๆ ทั้งนั้น

++++++++++

มาตรา 46 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 13 วรรคหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ออกตามมาตรา 13 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 47 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 48 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 16 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

++++++++++

คำนิยามคำว่าจดหมายเหตุตามพจนานุกรมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาอีก
คลิปหลักฐานทุกชิ้นที่ประชาชนถูกฆ่าถูกยิงจะเป็นจดหมายเหตุทั้งสิ้น

++++++++++

จดหมายเหตุ
น. หนังสือบอกข่าวคราวที่เป็นไป, รายงานหรือบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น, เอกสารที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ผลิตขึ้นเพื่อ ใช้เป็นหลักฐานและเครื่องมือในการปฏิบัติงาน.

http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-search-all-x.asp

++++++++++

หอจดหมายเหตุเป็นหน่วยงานของรัฐสังกัดกรมศิลปากร
มีหน้าที่ติดตามรวบรวม จากคนไทยแบบครอบจักรวาล

++++++++++

มาตรา 25 ให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ติดตาม รวบรวม รับมอบจดหมายเหตุแห่งชาติจากหน่วยงานของรัฐ องค์กร รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บุคคลและนิติบุคคล

++++++++++

เมื่อเป็นหน่วยงานรัฐก็เข้าข้อนี้นำเอกสารที่ได้มาไปทำลายทิ้งได้ในอนาคต

++++++++++

มาตรา 5 ให้หน่วยงานของรัฐจัดเก็บเอกสารราชการที่อยู่ในระหว่างการใช้งาน หรือจำเป็นต้องเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์สามารถตรวจสอบอ้างอิงได้ และจัดทำตารางกำหนดอายุและการทำลายเอกสารราชการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ กำหนด

หน่วยงานของรัฐอาจจัดให้มีนายทะเบียนจดหมายเหตุ เพื่อทำหน้าที่เสมือนนักจดหมายเหตุประจำหน่วยงานนั้น

++++++++++

แต่หมวด2 เขียนถึงกรณีบุคคลไม่เขียนเรื่องทำลายเพื่อให้งงเล่น
ไม่ได้ยึดจากบุคคลมาทำลายแต่ยึดมาเก็บในหอสมุดแห่งชาติ ข
นาดตามล่าหากันแต่ให้มีการทำลายได้ในภายหลัง
เผยแพร่ก็แทบไม่อยากจะเผยแพร่สรุปไปเอามาทำไม
ได้ประโยชน์อะไรนอกจากหวังใช้เพื่อทำลายเอกสาร
และห้ามทุกคนถือครองก็คือการทำให้หายสาบสูญอย่างถาวรใช่หรือไม่

++++++++++

หมวด 2 การบริหารเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล

มาตรา 8 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการสำรวจจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจอยู่ในความครอบครองของบุคคล

หลักเกณฑ์ และวิธีการสำรวจให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา 9 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามมาตรา 8 แล้วและหอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเอกสารราชการที่เป็น จดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลให้ส่งเก็บในหอจดหมายเหตุ แห่งชาติ

มาตรา 10 ในกรณีที่จดหมายเหตุแห่งชาติใดอยู่ในความครอบครองของบุคคลหรือ นิติบุคคลใด ไม่ว่าจะอยู่ภายในประเทศหรือต่างประเทศ หากคณะกรรมการเห็นสมควรสงวนหรือ เก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ให้กรมศิลปากรมีอำนาจจัดซื้อ

++++++++++

คณะกรรมการประกอบด้วยโครงสร้างที่ถูกแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบได้ทุกเมื่อ
2 ข้อแรกอาจเป็นคนของพรรคการเมืองทั้งคู่หรือคนละพรรคกันก็ได้ นี่ 2 คนแรก

++++++++++

มาตรา 29 ให้มีคณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ ประกอบด้วย

(1) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลงานของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานกรรมการ

(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นรองประธานกรรมการ

++++++++++

อีก 15 คนนี่ไม่แน่ใจว่ารัฐจะสั่งได้หมดไหม
ขนาดวันนี้อยากตั้งตำแหน่งอะไรแต่ละตำแหน่งยังยาก
แล้วถ้าพวกนี้เป็นเด็กเส้นใหญ่ได้ยินชื่อก็หัวหด
ก็เท่ากับพวกนี้คือเสียงข้างมากในคณะกรรมการทันที

++++++++++

(3) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการพระราชวัง อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกรรมการ

++++++++++

นอกนั้นอีกไม่เกิน 5 คน ไม่เกิน 8 คน คิดว่าเป็นพวกเดียวกับรัฐหมดไหม
ถ้าไม่ใช่ก็แพ้ขาด เสียงข้างมากยึดกุมด้วยอำนาจนอกระบบ
ไม่รวมถึงกรณีถูกถีบไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกด้วย
นั่นยิ่งไม่ต้องมาสงสัยการทำงานของคณะกรรมการพวกนี้เลยว่า
จะทำงานให้พวกไหน

++++++++++

(4) ผู้แทนหอจดหมายเหตุจากหน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา องค์กรและรัฐวิสาหกิจ บุคคลและนิติบุคคล และผู้แทนสมาคมจดหมายเหตุ จำนวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ

(5) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินแปดคน เป็นกรรมการ

ให้อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

++++++++++

แถมคุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 8 คน
ยังล็อคสเป็กแทบจะเหลือไม่กี่คนในประเทศนี้

++++++++++

มาตรา 30 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 29(5)ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) อายุไม่เกินเจ็ดสิบห้าปีบริบูรณ์
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(4) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านวิชาการบริหารเอกสาร และจดหมายเหตุ ด้านภาษาและหนังสือและด้านอนุรักษ์จากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถแล้ว
(5) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณธรรม จริยธรรม และสถานภาพเป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม
(6) เป็นผู้มีความสนใจและเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง สืบทอด และสืบสาน จดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ
(7) สามารถอุทิศเวลาให้แก่งานของกรมศิลปากรได้อย่างเต็มที่
(8) ไม่เป็นผู้ต้องตำแหน่งทางการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมือง
(9) ไม่เป็นผู้ประกอบการค้าหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการค้าหนังสือเก่า เอกสารโบราณ

++++++++++

แล้วชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากก็คือคณะกรรมการที่รัฐไม่สนใจ
ปล่อยให้อำนาจนอกระบบครอบงำได้ง่ายที่สุด คิดว่ามีใครกล้าไม่ทำตามสั่ง

++++++++++

การวินิจฉัยชี้ขาดของ ที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด

++++++++++

สรุปแล้วนี่มันกฏหมายปิดหูปิดตาปิดปากฉบับสมบูรณ์
ที่แม้แต่นักกฏหมายทั่วไปยังมองไม่ออก
เพราะไม่เห็นใครออกมาต่อต้าน
ทั้งๆ ที่กำลังละเมิดสิทธิ์มากมายขโมยผลงานของทุกคนได้
รวมไปถึงเอกสารการเงินส่วนตัว สูตรลับทางการค้า
หรือเอกสารสำคัญของทุกคนรวมไปถึงเอกชนทั้งหมด
และพรรคการเมืองก็รวมด้วย
เรื่องนี้ต้องมองในด้านการเมืองการวางแผนกลยุทธ์อะไรด้วย
ถึงจะมองออก ไม่ใช่อ่านกฏหมายตีความกันทื่อๆ เรื่อยเปื่อย
แบบนึกว่าเป็นเรื่องกฏหมายธรรมดา
มองแบบนั้นกฏหมายนี้ก็แค่กฏหมายพื้นๆ ธรรมดาๆ นี่เอง

สุดท้ายประวัติศาสตร์ประเทศนี้
ใครเขียนต่างจากสิ่งที่พวกผู้มีอำนาจต้องการ
จะถูกกำจัดทิ้งกลายไปเป็นจดหมายเหตุ
เหลือไว้แต่ตำราประวัติศาสตร์ที่พวกเขาต้องการเผยแพร่
เท่ากับที่สู้มาสูญเปล่าถูกลบเลือนประวัติศาสตร์ง่ายๆ โง่ๆ แบบนี้นี่เอง
ที่สำคัญข้อมูลชี้แจงข้อเท็จจริงใดๆ ของทักษิณ
หรือตระกูลชิน หรือบุคคลที่ต้องการโดนกำจัดในอนาคต
จะไม่มีเหลือ คงเหลือแต่เอกสารที่บิดเบือนโจมตีเท่านั้น
อนาถใจจริงๆ หลับหูหลับตาผ่านกันมาได้
หมดกันเลยทั้งเอกสารตำราซีดีวีดีโอการเผยแพร่ทางทีวี
ก็จะถูกห้ามเผยแพร่แบบเนียนๆ ที่สุด

เดี๋ยวหน้าไหนหนุนให้ กฏหมายฉบับนี้ผ่านสภา
พ่อจะประจานให้เข็ด ว่ามีชื่อใครบ้าง
ไม่สนใจว่าจะเป็นคนพรรคไหน มีตำแหน่งอะไร
ถือว่าสมคบร่วมมือกันทำลายประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ผ่านมาทั้งหมด
รวมไปถึงอนาคตด้วย ออกกฏหมายแทนที่จะกรองแล้วกรองอีก
ออกกันง่ายๆ แทบไม่ได้สนใจอ่านกันด้วยมั้ง
ถึงไม่รู้ว่ามีข้อดีข้อเสียยังไง
ขืนยังทำกันแบบนี้สักวันได้ติดคุกกันทั้งครม.
เตือนแล้วน่ะ งวดหน้าโดนยัดไส้วันไหนอีกโดนแน่ๆ

<<< พรบ.จดหมายเหตุฯ ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์หลงกลผ่านความเห็นชอบคือ กฏหมายปิดหูปิดตาฝ่ายประชาธิปไตยอย่างถาวรในอนาคต >>>

http://maha-arai.blogspot.com/2011/09/blog-post_20.html

เดี๋ยวถ้าพรบ. ปัญญาอ่อน ฉบับนี้ผ่านสภา
จะขอใช้สิทธิวีโต้ ตามช่องทางนี้

<<< กระบวนการตรากฎหมาย >>>

http://maha-arai.blogspot.com/2011/09/blog-post_22.html

"4. การตรวจสอบคำร้องของบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีที่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว"

พบว่า พรบ.จดหมายเหตุ ละเมิดสิทธิ์ชาวบ้านเพียบ
เดี๋ยวจะเขียนช่องโหว่ พรบ. จดหมายเหตุฯ เอาไว้เยอะๆ
ถ้ารัฐบาลไหนนำไปใช้อย่าได้ไปด่าเขาน่ะ
ควรไปด่ารัฐบาลที่ออก พรบ. นี้แทน
ช่องโหว่เท่าที่พอคิดออกดังนี้

พวก ครม. ที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว
ยังไงก็ต้องมีเอกสารสำเนางานเก็บเอาไว้ที่บ้าน
เพื่อการใดก็ไม่รู้แต่น่าจะมี
ก็ประกาศให้เอกสารทุกอย่างในการบริหารงาน
ของ ครม. เป็นจดหมายเหตุ
แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ไปรื้อค้นที่บ้าน อดีต รมต.
หรืออดีตนายก คงได้รื้อกันสนุกแหล่ะ

ประกาศจดหมายเหตุหนังสือต้องห้ามทั้งหมด
เพื่อไม่ต้องใช้โทษเก่ามาใช้ โทษ พรบ. ฉบับนี้
แรงใช้ได้และไม่โดนด่า ไม่กระทบใครจับได้สนุกมือ
โดยอาศัย มาตรา 17 นี้

"มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย จำหน่าย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติและครอบครองไว้เป็นของตนเอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร"

โทษก็จิ๊บๆ มีไว้ครอบครอง

"มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

อย่าว่าแต่หนังสือต้องห้ามทั้งหมดเลย
หนังสืออะไรก็ได้เป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง
อาจกลายไปเป็นจดหมายเหตุ
ใครครอบครองโดนโทษข้างบนด้วย
ใครจะไปรู้อ่ะ มีหนังสืออะไรบ้าง
นึกอยากประกาศวันนี้ก็ไปตะเวนจับได้ทันที
อย่างน้อยหาเรื่องค้นบ้านชาวบ้านที่ไม่ชอบหน้าเล่นก็ได้

สูตรลับบริษัทเอกชน เช่น SC ASSET อะไรของครอบครัวชินวัตร
ก็สามารถประกาศให้เอกสารของบริษัทเป็นจดหมายเหตุ
ความลับทางการค้า หรือว่าวิธีการขายจนกำไรดี
หรือกว้านซื้อที่ดินที่ไหนบ้าง ก็ไปขอมาดูได้ทั้งหมด
ขัดขืนเจอโทษที่เขียนไว้หลายกระทง
แถมยังอายัดมาได้ด้วย สนุกแหล่ะงานนี้

สูตรลับเช่นการเผาพลอยแดงของไทย
ถ้ามีคนอยากได้อยากรู้ก็ประกาศให้เป็นจดหมายเหตุ
แล้วไปค้นบ้านคนเผาพลอยแดงขาย โดยเฉพาะคนที่เก่งๆ
ห้ามเถียงว่าไม่มีสูตรเพราะมีที่เดียวในโลก
แล้วคิดว่าเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับเล็กยันใหญ่สุด
ไม่มีใครมีโอกาสรวยขึ้นหรือ
วิธีการนำเอกสารออกมาข้างนอก
ก็ใช้มือถือที่มีกล้องถ่ายก็ได้แล้ว
ถ้าเอาสูตรพวกนี้ไปขายต่างชาติได้ มีหรือจะไม่รวย
ทั้งๆ ที่มันเป็นมรดกตกทอดลูกหลานของเอกชน
ไม่ถูกเผยแพร่เจอพวกประกาศไปเอามาเก็บ
คิดว่ามันจะเป็นความลับต่อไปได้หรือไม่
หรือจะกลายเป็นแหล่งหากินของมาเฟียแห่งใหม่ของประเทศนี้
อยากได้อยากขโมยลิขสิทธิ์ใคร ประกาศตูม
ลิขสิทธิ์นั้นตกเป็นของหอจดหมายเหตุแห่งชาติทันที
อยากได้ก็ไปจ่ายให้หอนี้ แทนเจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิม
นี่เรียกว่าปล้นกันเห็นๆ ฟ้องละเมิดสิทธิประชาชนน่าจะได้

ถ้าของที่เป็นความลับ มันอยู่กับเจ้าของที่แท้จริง
มันจะเป็นความลับไปได้นาน
แต่ถ้ามันมาอยู่ในมือพวกที่ทำหน้าที่คล้ายขโมย
ไปยึดมาไม่ใช่ของตนเอง คิดว่าเขาจะเห็นคุณค่า
ของสิ่งนั้นมากกว่าเจ้าของดั้งเดิมหรือไม่
และถ้าของที่ไม่เป็นความลับ
จะไปประกาศให้เป็นจดหมายเหตุทำหอยอะไร
ก็เผยแพร่ตามปกติก็ดีอยู่แล้วเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก
พอประกาศให้เป็นจดหมายเหตุปุ๊บ ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก
แถมยังห้ามเก็บไว้ครอบครองยกเว้นระดับอธิบดีอนุญาติ
แถมยังต้องเสียค่าใช้จ่ายไปขอ อธิบายหน่อยว่า
ปล่อยให้มันไม่เป็นจดหมายเหตุเผยแพร่ฟรี
หรือมีเสรีในการเผยแพร่ กับไปปล้นเอามา
แล้วออกกฏเกณฑ์ห้ามสารพัดแถมทำลายภายหลังได้อีก
แม้ทำลายไปแล้วตามกระบวนการเก็บเอกสารอาจ 3 ปี 5 ปี
แต่ก็ห้ามเผยแพร่และครอบครองต่อไป
นี่หรือแนวคิดที่ว่าอนุรักษ์เอกสารล้ำค่า
หรือต้องการกำจัดหรือลบประวัติศาสตร์ทิ้งกันแน่
โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำ
เช่น คลิปไล่ยิงไล่ฆ่าประชาชน เป็นต้น

เอกสารจดหมายเหตุจากคำนิยาม
รวมไปถึงเอกสารทุกชนิดแบบเหวี่ยงแห
ไม่ได้ระบุชัดๆ ขึ้นอยู่กับความพอใจคนประเมิน
ภาพเขียนภาพวาดล้อเลียน การ์ตูนเสียดสี
คลิปความชั่ว บทกวีแทงใจ บทเพลงปลุกใจ
สารพัดอาจกลายเป็นจดหมายเหตุทันที
ถ้ามีแบบฮิตเล่อร์มาเป็นนายกวันไหน
แล้วคนที่ถูกด่าคือรัฐบาลที่ออกกฏหมาย
ให้ฮิตเล่อร์เมืองไทยนำไปใช้ด้วย
ดังนั้นนิยามหนึ่งของเผด็จการต้องหมายรวมถึง
พวกที่ออกกฏหมายให้พวกเผด็จการนำไปใช้ด้วย
แม้ออกแล้วไม่นำไปใช้เองก็ตาม

แถมเอาไปรีดไถทำมาหากินได้เพียบ
และชาวบ้านโดนรังแกได้ง่ายมาก
ประกาศหนังสือสารคดีให้เป็นจดหมายเหตุ
ชาวบ้านที่มีหนังสือนี้เขาจะรู้หรือไม่
แล้วหนังสือที่บ้านเขาต้องเอาไปเผาไฟทิ้งหมดเลยหรือไม่
เพราะว่า ไม่รู้ว่าวันใดจะแอบประกาศเงียบๆ
ให้หนังสือเล่มไหนเป็นจดหมายเหตุ
ประกาศปุ๊บผิดทันที มีโทษร้ายแรงปรับได้เป็นล้าน
เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านรักการอ่านดีจริงๆ
ใครจะกล้าไปซื้อหนังสือมาอ่าน
เพราะไม่รู้ว่าวันไหนมันจะมีความผิด
ยิ่งกว่าหนังสือต้องห้าม แบบนั้นยังรู้บ้างว่า
เรื่องประเภทไหนแนวไหนน่าจะเข้าข่าย
แต่นี่ครอบจักรวาลทุกๆ เรื่องทุกๆ หนังสือ
นิยายยังโดนได้เหมือนกัน
แถมส่งเสริมคนแต่งตำรา แต่งนิยายประพันธ์บทกวีดีจริงๆ
แต่งมาแล้วขายไม่ได้ เพราะถ้าโดนยกย่องให้เป็นจดหมายเหตุ
ลิขสิทธิ์ตกไปเป็นของรัฐทันที อยากได้ต้องไปจ่ายเงิน
แต่เอามาห้ามเผยแพร่ นี่มันอะไรกัน
แล้วเจ้าของลิขสิทธิ์ห้ามจำหน่ายจ่ายแจกไปตลอดกาล
นี่มันวิถีโจรชัดๆ

อ้อ ที่ต้องด่าเพราะมันมีมติ ครม. ออกมาแล้ว ถึงได้ด่า
ทำอะไรไม่ได้มาก ถ้าให้แนะนำมันต้องปล่อยออกมา
เพื่อให้วิจารณ์กันก่อน โดยเฉพาะกฏหมายสำคัญๆ
ควรแค่รับทราบในการเข้าครม. ครั้งแรก
แล้วให้ไปหาข้อดีข้อเสียไปทำประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางมาก่อน
ถ้าสรุปว่าข้อดีมากกว่าข้อเสียค่อยอนุมัติ แบบนี้รอบคอบกว่า
แถมไม่เสี่ยงโดนยัดไส้แบบไม่มีเวลาจะอ่านหลับหูหลับตามั่วๆ อนุมัติ
และคนแค่หยิบมือเดียว ยังไงก็สู้คนทั่วประเทศมาตรวจสอบให้ไม่ได้หรอก
ทำมุบมิบกันเข้าไป สมัยทักษิณโดนไปกี่เรื่องที่ออกกฏหมายออกมาแล้ว
โดนฟ้องภายหลังไม่เข็ดกันอีก แถมยังเคยโดนวางยา
จนเสียหน้าเสียรังวัดมาแล้ว จนโดนตีกลับมาก็มี
เดี๋ยวได้โดนกันอีก อาจพลาดเจอคดีกันทั่วหน้าทั้ง ครม. จนได้
แค่เห็นการอนุมัติ พรบ. ฉบับนี้ออกมาก็รู้แล้วว่าทำงานกันยังไง
แล้วอนาคตจะโดนยังไง ไม่เชื่อเก็บคำนายเอาไว้
แล้วมาดูกันว่าจะโดนอีกกี่เรื่องทั้งวางยาเลื่อยขาเก้าอี้อีกกี่เรื่อง

โดย มาหาอะไร

FfF