บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


11 พฤษภาคม 2555

<<< การต่อสู้แบบไม่แสดงจุดยืน VS การต่อสู้แบบแสดงจุดยืน >>>

ถ้าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องอะไร หรือจะต่อต้านเรื่องใด
แล้วไม่กล้าแสดงจุดยืนที่ชัดเจน
ต้องใช้วิธีอีแอบหรือลิงหลอกเจ้าหรือหลอกล่ออะไร
มันอาจจะดีสำหรับคนนำแต่ไม่ดีสำหรับขบวนการต่อสู้
แล้วมันจะไปได้ถึงไหน กรณีนี้พูดถึงระดับแกนนำ

เช่นจะต่อต้านศาลพระภูมิก็ต้องแสดงจุดยืนว่า
เลิกสนใจศาลพระภูมิอย่าไปเคารพนับถืออะไร
แล้วก็แสดงออกเช่นไม่ตั้งศาลพระภูมิในบ้าน
แล้วก็ชวนคนมาร่วมขบวนการ
โดยแสดงเหตุผลแต่ไม่จำเป็นต้องพูดให้ผิดกฏหมาย
หรือมาร่วมชุมนุมค้ดค้านศาลพระภูมิอะไรก็ได้
แทบไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ
แบบนี้คนที่เขาต่อต้านเรื่องนี้
เขาจะได้ออกมาตามได้สนิทใจ
หรือกล้าออกมาตามได้ถ้าเขากล้าขึ้น
เพราะเห็นว่างมงายกันต่อไปคงไม่ไหว
คือเริ่มออกมาสู้เพื่อลูกหลานจะได้ไม่งมงายต่อไป

ในขณะที่อีกแบบ ต่อต้านศาลพระภูมิเหมือนกัน
แต่เสเสร้งว่าไม่ต่อต้านแถมยังออกมาพูดแนวสนับสนุน
การตั้งศาลพระภูมิ ดียังงั้นดียังงี้อีก
แบบนี้ คนที่ตามก็คือคนที่สนับสนุนการมีศาลพระภูมิในที่สุด
เพราะสุดท้ายแล้วเล่นกันเนียนจนเชื่อว่าเป็นยังงั้นจริงๆ
คนที่สนับสนุนศาลพระภูมิก็ออกมาต่อต้าน
พวกต่อต้านศาลพระภูมิไปด้วย
เรียกว่าแตกแยกและถูกแบ่งแยก
ก็เพราะว่ามันไม่ชัดเจนอย่างนี้แหล่ะ

ไม่มีคนจำนวนมากที่ไหนมันจะไปรู้อะไรวงในหมด
ต่อให้เล่นใต้ดินยังไง แต่สุดท้ายแล้ว
เห็นการยกยอปอปั้นสนับสนุนศาลพระภูมิอย่างออกนอกหน้า
แถมยังออกมาแสดงบทปกป้องศาลพระภูมิกับพวกต่อต้านอีกด้วย
สุดท้ายคนที่เขามีความรู้สึกว่า
เขาไม่เอาศาลพระภูมิเขาอาจจะถอยห่างได้

ในประวัติศาสตร์ที่ไหน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงใด
ต้องชัดเจนในแนวทาง คนตามถึงเชื่อมั่น
และสนับสนุนอย่างเต็มที่เต็มกำลัง
ไม่เคยเห็นแนวอีแอบพูดอย่างทำอีกอย่าง
หรือเล่นละครเก่งมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

การไม่กล้าตัดสินใจแสดงจุดยืน
ผมเดาว่ามีหลายกรณี
เช่น กลัวจะไม่มีตำแหน่งในอนาคต
กลัวอันตราย กลัวฝ่ายตรงข้ามต่อต้าน
กลัวเสียมวลชนบางส่วนไป
กลัว... มากมายแต่หลักๆ ก็มีเท่านี้
ความกลัวหลักๆ เท่าที่เห็นน่ากลัวไหม
น่ากลัวมากถึงมากที่สุด
แต่คนที่กลัวไม่มีใครเขากล้ามานำหรอก ถ้าไม่มีงาน
เพราะถ้ากลัวก็ไม่ต้องออกมานำ
ยังไม่กล้าพอตามข่าวอยู่กับบ้านยังได้ไม่มีใครว่าอะไร
แต่กล้ามานำแต่กลัวแล้วก็ใช้วิธีต่างๆ หลอกล่อ
สุดท้ายก็เกิดการแตกแยกในขบวนการในที่สุด
มันเป็นไปไม่ได้เลยว่ามีผู้นำการต่อสู้ที่ไม่มีอุดมการณ์
มีความกลัวมากมาย ไม่กล้าแม้แต่แสดงตนเลือกข้าง
จะนำพาไปสู่ความสำเร็จได้
นอกจากความสำเร็จส่วนตัวของคนนำแต่ละคน
แต่ขบวนการหรือมวลชนที่ตาม
เขาไม่ได้สิ่งที่เขาหวังอยากจะได้แน่นอน

กรณีกลัวแล้วเล่นเพลย์เซฟปลอดภัยไว้ก่อนนี่
ก็ถือเป็นอีกกรณีว่ากันไม่ได้ เช่น
เลือกข้างต่อต้านศาลพระภูมิแต่ไม่พูดด่าตรงๆ
แต่ก็แสดงให้รู้ว่าไม่อยู่ข้างสนับสนุน
หรือนิ่งเฉยไม่สนใจใยดีกับศาลพระภูมิ
ก็ยังดีกว่าเล่นปลอดภัยไว้ก่อน โดยใช้วิธีลิงหลอกเจ้า
ถ้าถึงขั้นนั้นแนะนำอย่างแรงว่า อย่ามานำพามวลชนเลย
ไปไม่ถึงไหนหรอก นอกจากจะหวังมานำพามวลชน
เพื่อผลประโยชน์ในลาภยศของตนเองไปวันๆ เท่านั้นแหล่ะ
เพราะมันไม่มีแรงขับเคลื่อนให้การต่อต้านศาลพระภูมิ
หรือไม่สามารถนำพาไปได้อย่างรวดเร็วเลย
มีแต่ถูกหน่วงรั้งหรือแตกแยก
ทะเลาะกันตามรายทางตลอดเวลาของการต่อสู้

กรณีกลัวเสียมวลชน ก็อย่าเอาไปผูกกับพรรค
และมันต้องสู้จนกว่าชนะถึงมาเล่นการเมือง
มันก็ไม่เกี่ยวกับพรรค หรือ ถ้าจะเล่นการเมือง
รวบรวมมวลชนด้วยแนวทางมันต้องชัดเจน
ไม่เช่นนั้นก็มีมวลชนปะปน
วันแตกหักแทนที่จะไปหักฝ่ายตรงข้ามอย่างเดียว
เจอพวกแฝงฝ่ายตรงข้ามออกมาต้านอีก
แบบนี้มันไม่ใช่แนวทางการต่อสู้ที่ดีไปได้หรอก
และถ้ามีมวลชนจำนวนมากพร้อมให้การสนับสนุน
เช่นมีเสียงมากพอก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรมาก
ไม่เหมือนพวกมีเสียงน้อย ถ้าเล่นเหมือนพวกเสียงมาก
เวลาชนะอาจจะรักษาอำนาจไม่ได้
แต่พวกมีเสียงมากอยู่แล้วและมวลชนยังเชียร์
แม้จะรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในอดีต
แต่ก็ยังเชียร์อยู่ แล้วจะต้องไปกลัวอะไร

โดย มาหาอะไร
FfF