บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


15 มิถุนายน 2552

<<< งบประมาณทหาร กับเหตุการณ์ความไม่สงบ >>>

ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี
แต่หลายๆ ประเทศ
มีการเพิ่มงบทางทหารเพิ่มขึ้น
ไม่เว้นแม้แต่ในไทย
แต่เนื่องจากรายได้ไม่พอใช้จ่าย
จนรัฐต้องไปรีดภาษีสารพัด
จนเริ่มจะสร้างความไม่พอใจให้ชาวบ้าน
จึงต้องหันมาตัดงบทางทหาร
อันที่จริงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
เคยย้ำหลายทีแล้วว่า
ถ้าตัดงบทหารลง
ให้มากกว่าก่อนรัฐประหาร
ไม่กี่หมื่นล้านก็พอ
ตั้งแต่ปี 2545 สมัยต้นๆ รัฐบาลทักษิณ
งบประมาณทางทหาร 78,584 ล้านบาท
จนถึงวันถูกรัฐประหาร 2549
งบประมาณทางทหาร 85,936 ล้านบาท
จะเห็นได้ว่า 5 ปี เพิ่มไม่ถึง 1 หมื่นล้าน
พอหลังการทำรัฐประหาร
มีสภาพเหมือนคนอดอยากปากแห้งมาจากไหนไม่รู้
ปีถัดมา 2550 งบประมาณเพิ่มพรวด 115,024 ล้านบาท
แถมไม่รวมที่ไปก่อหนี้ผูกพัน
จนทำให้ปี 2552 เพิ่มเป็น 150,882 ล้านบาท
ด้วยการไปซื้ออาวุธมากมายรวมไปถึงเครื่องบินรบ
หลังจากนั้นงบทหารก็กระโดดขึ้นมาตลอด
เพราะงบผูกพันที่ต้องจ่าย
ไม่รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
จากการเพิ่มกำลังพลอีกหลายหมื่นคน
เพื่อจะมาหาเรื่องกับพรรคพวกทักษิณว่างั้นเหอะ
กับงบลับจากไม่กี่พันล้านต้นๆ สมัยทักษิณ
พุ่งขึ้นไปหมื่นกว่าล้าน
ไม่มีใครตรวจสอบได้ว่าเอาไปทำอะไร
เข้ากระเป๋าใครบ้าง เพราะเป็นงบลับ
เขามีแต่ทำให้กองทัพเล็กลง
เพื่อเหลือเงินไปซื้ออาวุธทันสมัยได้เยอะๆ
นี่กับทำให้กำลังพลเพิ่มเยอะๆ
แล้วยังจะเอาเงินไปซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นอีก
ก็คงมีแต่ประเทศที่ทหารเป็นใหญ่เท่านั้น
ถึงทำได้ตามอำเภอใจแบบนั้น

มาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์
ตอนแรกๆ ก็ไม่กล้าแตะงบทางทหาร
พยายามสุดชีวิตไปรีดภาษีชาวบ้านทุกรูปแบบ
แต่สุดท้ายก็ยังหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย
ถ้าไม่ตัดลดงบทหารลง
ชาวบ้านเขาจะโวยได้ว่า
ตัดงบทุกกระทรวงเพิ่ม
แล้วทำไมไม่กล้าตัดงบทางทหาร
พอมีข่าวตัดงบทางทหารเท่านั้นเอง
อาการที่เก็บไม่อยู่ของเหล่า ผู้บัญชาการทหารบางคน
ก็เริ่มแสดงออกมาผ่านการสัมภาษณ์
ภาษาชาวบ้านเรียกว่ากดดันรัฐบาลนั้นแหละ
สุดท้ายยอมตัดหมื่นกว่าล้าน
ดูแล้วตัดพอเป็นพิธีมากกว่า
เพราะถ้าตัดไปถึง 5 หมื่นล้าน
น่าจะเรียกว่าตัดกันจริงจัง
เพราะสมัยทักษิณ 5 ปีเพิ่มมาแค่ 1 หมื่นล้าน
และก็ไม่ถึง 1 แสนล้านในแต่ะปี
เพราะฉะนั้นแค่ระดับ 120,000 ล้านก็หรูแล้ว
นอกนั้นก็ให้ไปตัดลดที่ไปใช้จ่ายมือเติบกันเอาเอง
แค่ 2 ปี จะทำให้รัฐ
ไม่ต้องกู้เงินเพิ่มตั้ง 100,000 ล้านบาท
ดีกว่าไปขูดรีดสารพัดภาษีเพิ่มกับประชาชน
เพราะที่ออกมาโวยวายที่ว่า
ตัดงบซื้อเครื่องบิน
จะทำให้กระทบดูแลภาคใต้อะไร
ก็ไร้สาระมากๆ
เคยเห็นข่าว ทอ. ขับเครื่องบิน
ไปถล่มพวกโจรใต้สักข่าวไหม
ในเมื่อไม่เคยเอาไปใช้อะไร
แล้วออกมาพูดแบบนี้มันเกี่ยวอะไรกัน
แล้วปัญหาภาคใต้ก็กลับมารุนแรงอีกครั้ง หึหึ
วันนี้เห็นข่าวปากีสถานเกิดระเบิด
แล้วรัฐบาลเพิ่มงบ
ทำไมมันคล้ายกันไม่รู้
มุกเกิดความรุนแรง
ตามมาด้วยการเพิ่มงบทางทหาร
เพื่อให้ชาวบ้านเห็นด้วยไม่คัดค้าน
ซึ่งก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกว่า
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นฝีมือใครแน่
แต่ที่แน่ๆ โจรใต้ในไทยแสนรู้ไม่ใช่เล่น
จับตาดูหลังจาก พรก.กู้เงินเพิ่ม ผ่านสภา
งบทางทหารรวมทั้งปีนี้
จะเพิ่มมากกว่าที่ประกาศออกมาตอนนี้
ถ้าออกมาพูดตอนนี้ก็จะเป็นความชอบธรรม
ให้ฝ่ายค้านเอาไปโจมตีได้
แต่จะมาในรูปอะไรยังไงไม่รู้
รู้ว่าทั้งปีไม่ใช่แค่ที่เห็นตอนนี้แน่ๆ

ดูรายละเอียดงบประมาณกระทรวงกลาโหมแต่ละปี ได้ที่นี่
<<< ทายซิว่า รัฐบาลนี้จะกล้าลดงบประมาณทหารลงหรือเปล่า >>>

โดย มาหาอะไร

---------------------------------------------------------------------------------------

มาร์คแหยงแตะงบทหาร
วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552
อภิสิทธิ์ ระบุดึงงบซื้ออาวุธแสนล้าน กองทัพเผยมีขั้นตอนยุ่งยากใช้เวลานาน

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีสำนักงบประมาณเตรียมดึงงบประมาณจัดซื้ออาวุธของกอง ทัพจำนวน 1.9 แสนล้านบาท แต่ยังไม่มีการเบิกจ่ายกลับมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน

“แต่หลักการคือ หากหน่วยงานใดไม่มีความพร้อมเรื่องการใช้ จ่ายงบประมาณ ก็ควรนำเงินงบประมาณนั้นมาใช้จ่ายในโครงการที่เหมาะสมและมีความจำเป็น จะได้มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการตั้งงบประมาณในหน่วยงานไหนแล้วจะโอนข้ามหน่วยงานไม่ได้ ยกเว้นออกกฎหมายโอนข้ามหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและทำได้ยาก” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีการโอนงบประมาณข้ามหน่วยงานน้อยมาก เพราะกว่ากระบวนการจะดำเนินการเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยไปแล้ว เว้นแต่หน่วยงานมีโครงการรองรับอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหา

“รัฐบาลจะไปดูแลว่าเงินงบประมาณในส่วนไหนที่ยังค้างอยู่บ้าง และนำมาปรับได้อย่างไร สำหรับเงินส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเงินที่เป็นรายได้ของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องการเร่งรัดให้การใช้จ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า สำนักงบประมาณคงจะดึงงบประมาณจัดซื้ออาวุธไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะได้ทำสัญญาจัดซื้ออาวุธไปแล้วว่าจะต้องจ่ายเงินเป็นงวดๆ เท่ากับไม่มีงบนี้เหลือแล้ว

อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมากองทัพได้ทำสัญญาซื้ออาวุธโครงการใหญ่ๆ 2 โครงการ คือ กองทัพอากาศ ซื้อ ฝูงบินกริฟเฟน 6 ลำ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท ผ่อนชำระ 5 ปี และจะซื้ออีก 6 ลำ มูลค่า 1.54 หมื่นล้านบาท กองทัพบก ซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครน 96 คัน มูลค่า 3.98 หมื่นล้านบาท

http://www.posttoday.com/news.php?id=37102

--------------------------------------------------------------------------------------

หั่นงบ 53ลงตัว2.5แสนล้าน
2009-05-20

ครม.ไฟเขียว งบปี 2553 วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท เข้าสภาฯ เดือนหน้า

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 เป็นไปตามกรอบวงเงินเดิม ที่ได้ปรับ ลดจาก 1.9 ล้านล้านบาท เหลือ 1.7 ล้านล้านบาท และจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรในเดือนมิ.ย.

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า วงเงินที่ครม. ปรับลดรวม 2.51 แสนล้านบาท โดยงบกลางที่อยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีถูกปรับลดมากที่สุด 3.4 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย 2.2 หมื่นล้านบาท กระทรวงแรงงาน 2.1 หมื่นล้านบาท กระทรวงคมนาคม 2.09 หมื่นล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 หมื่นล้านบาท และกระทรวงกลาโหม 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

สำหรับงบทหารของกระทรวงกลาโหมนั้นพบว่า กองทัพบกถูกตัดมากที่สุด 8,080 ล้านบาท อาทิ แผนงานเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ 3,900 ล้านบาท และแผนงาน แก้ปัญหาชายแดนใต้ 4,100 ล้านบาท กองทัพเรือ 3,100 ล้านบาท อาทิ แผนป้องกันประเทศ 3,080 ล้านบาท กองทัพอากาศ 2,900 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบป้องกันประเทศเช่นกัน

สำหรับกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานที่ถูกปรับลดมากที่สุดคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.49 หมื่นล้านบาท

โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปรับลด 1.5 หมื่นล้านบาท เงินสำรองจ่าย เพื่อฉุกเฉินหรือจำเป็น 1.07 หมื่นล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน 6,900 ล้านบาท เงินช่วยค่าครองชีพบุคลากรภาครัฐ 2,600 ล้านบาท เงิน ปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ 8,400 ล้านบาท เงินเบี้ย หวัดบำเหน็จ บำนาญ 4,100 ล้านบาท เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 1,000 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังปรับลดงบประมาณด้านการศึกษา 6,400 ล้านบาท โดยเฉพาะกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 5,600 ล้านบาท

นาย วัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบการปรับแผนการฝึกอบรม จัดประชุมสัมมนา และการดูงานในต่างประเทศของส่วนราชการทั้งหมด 20 กระทรวง ตามที่สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยลดจาก 1,331.84 ล้านบาท มาเป็นดูงานในประเทศ 173.90 ล้านบาท หรือ 13% โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดการดูงานในต่างประเทศลงด้วย

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

-----------------------------------------------------------------------------------------

หั่นงบทหารตบหน้า'ป้อม'
7 พฤษภาคม 2552 - 00:00

" ป้อม" ยันงบกองทัพจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผน ปัดต่อรองรัฐบาล เผยยังไม่ได้ข้อสุรป แต่ต้านไม่อยู่ คณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดงบกลาโหม 1.85 หมื่น ล. "เทือก" ฉุนถูกซักกองทัพแบ็กอัพรัฐบาล อ้างสั่งไม่ได้เพราะกองทัพเป็นของประชาชน ชี้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หากจำเป็นก็ต้องทำ แต่ "ป๊อก" รับได้ถูกตัดงบ บอกไม่มีปัญหาหากมีความจำเป็นด้านอื่น "ครม." มีมติส่งทหาร 800 นายลุย "ซูดาน" กู้สันติภาพ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธ กรณีที่รัฐบาลจะตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ของกระทรวงกลาโหม จำนวน 11 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาทว่า เรื่องงบประมาณยังไม่ชัดเจน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกัน แต่เมื่องบประมาณของประเทศลดลงประมาณ 2 แสนล้านบาท คงจะกระทบทุกกระทรวง ต้องพูดจา การปรับงบตามแผนกองทัพต้องดูเรื่องยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพ ขณะนี้งบประมาณกองทัพคิดเป็น 1.5 ของจีดีพี ซึ่งถือว่ายังน้อย น่าจะปรับขยับขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งคงต้องมีการพูดคุยอีกครั้ง ในคณะรัฐมนตรีมีการพูดคุยงบกองทัพ แต่ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้แจ้งการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ให้กระทรวงกลาโหมปรับลดลงประมาณ 11% จากตัวเลขยอดรวมงบประเทศ 2 แสนล้านบาท คิดเป็นวงเงิน 1.9 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งทำให้งบประมาณที่เสนอขอไป 1.7 แสนล้านบาท เหลือแค่ 1.51 ล้านบาทเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ยังไม่สิ้นสุดติดขัดเรื่องใด พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นเรื่องความต้องการความจำเป็นของกองทัพในการใช้งบประมาณ ซึ่งรายละเอียดคงต้องพูดคุยกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณรู้ดี คงไม่จำเป็นต้องเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพมาหารือ เพราะตนรู้ถึงความต้องการของเหล่าทัพดีว่าความต้องการยุทโธปกรณ์ในระยะยาว เป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า กองทัพบกถูกตัดงบถึงหมื่นล้านบาท จะกระทบโครงการหลักหรือไม่ รมว.กลาโหมบอกว่า คงไม่ถึง เป็นเพียงชั้นต้น คงต้องพูดกันอีก แต่โครงการที่เหล่าทัพเสนอมายังคงดำเนินการต่อไป ซักว่าแสดงว่ากลาโหมจะไม่ตัดงบประมาณรายจ่าย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ต้องมีการพูดถึงความจำเป็น อย่าพูดให้เป็นประเด็น ทั้งนี้กองทัพไม่ได้ต่อรอง แต่พูดถึงความต้องการและหลักความจำเป็น ทุกอย่างมีข้อเท็จจริง

ส่วนงบประมาณที่กองทัพเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรเกี่ยวกับการสลายการชุมนุม จะกระทบหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม กองทัพก็จะชี้แจงว่าอะไรที่มีความจำเป็นในการใช้ยุทโธปกรณ์ เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เมื่อมอบงานก็ต้องมอบงบประมาณให้

ต่อข้อถามที่ว่า การตัดงบไม่เท่ากัน อาจเกิดปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เกี่ยว อย่าพูดนอกประเด็น พูดแต่เรื่องของกลาโหม อย่าพูดเกี่ยวข้องพรรคร่วมฯ เพราะเป็นเรื่องรัฐบาลกับพรรคร่วมฯ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจำนวน 1.85 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย การปรับลดงบประมาณในส่วนของทหารบก จำนวน 9,500 ล้านบาท งบทหารเรือ จำนวน 3,750 ล้านบาท และงบของทหารอากาศ จำนวน 3,610 ล้านบาท

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการตัดงบประมาณของกองทัพบกว่า ไม่มีปัญหา เมื่อประเทศมีความยากลำบากเรื่องงบประมาณ ความจำเป็นด้านการทหารแม้จำเป็น แต่หากเทียบความจำเป็นด้านอื่นมีมากกว่า งบด้านการทหารก็ต้องปรับ ทั้งนี้ไม่ว่าจะปรับอย่างไรกองทัพรับได้หมด ซึ่งงบประมาณจะตัดเท่าใดกองทัพ ก็ต้องมาปรับให้เหมาะสมกับแผนงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบต่อการจัดซื้อรถยานเกราะยูเครนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เรียนในหลักการแล้วว่าจะกระทบอะไรก็รับได้ หากมีความจำเป็นตัดก็ต้องตัด ทั้งนี้จำนวนที่จะถูกตัดน่าจะประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัดเท่าไหร่กองทัพรับได้ ส่วนงบประมาณจะจัดสรรอย่างไร กองทัพมีคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจะไปพิจารณาว่าจะตัดในส่วนใด คงไม่ใช่ตนสั่ง หน่วยที่เกี่ยวข้องก็จะพิจารณาและนำเข้าคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณในคณะ กรรมการชุดใหญ่ของกองทัพบก

ทางด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พูดถึงเรื่องปรับลดงบกองทัพว่า ยังเป็นเรื่องที่คิดกันอยู่ ยังไม่ได้ข้อยุติ ความเป็นจริงคือรัฐบาลมีรายได้น้อยลงประมาณ 2 แสนล้านบาท คงต้องกระทบกระทรวงทบวงกรมและโครงการต่างๆ แน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไรเพื่อให้การพัฒนาประเทศเดินไปข้างหน้าได้

เมื่อถามว่า รัฐบาลพิจารณาความจำเป็นทางภาวะเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องกังวลกับจุดเกรงใจที่ มีต่อกองทัพใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ถามอย่างนี้เป็นการถามที่ทำให้เป็นปัญหาได้ ต้องเรียนว่าต้องเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก กองทัพก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนเรา อย่าไปทำให้มีความรู้สึกแปลกแยก

นายสุเทพกล่าวว่า ขณะนี้บางคนเห็นว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ รัฐบาลควรจะใช้จ่ายให้มาก เพราะการใช้จ่ายภาครัฐช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ใช้ออกไปมากก็เก็บภาษีได้มาก นักเศรษฐศาสตร์ยิ่งทะเลาะกัน ความเห็นไม่เหมือนกัน แต่การใช้จ่ายนั้นต้องให้ได้ประโยชน์กลับมา แต่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ถ้าเป็นความจำเป็นก็ต้องทำ

ซักว่า ที่ผ่านมากองทัพถูกมองว่าเป็นแบ็กอัพของรัฐบาลนี้ ถ้ามีการตัดงบกองทัพจะส่งผลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพหรือ ไม่ นายสุเทพบอกว่า ข้อสงสัยอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวัง เพราะกองทัพได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเป็นกองทัพของประชาชน เป็นกองทัพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใครมาเป็นรัฐบาลสั่งการเขาในเรื่องที่ถูกต้องเขายินดีปฏิบัติทำตาม ไม่ใช่ว่ามาแบ็กอัพรัฐบาล กองทัพไม่ได้มาเล่นการเมืองด้วย การเมืองเป็นเรื่องของพรรคการเมืองและนักการเมือง เมื่อพรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชา ก็สั่งงานกองทัพได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับลดงบกลาโหมซึ่งลดลงร้อยละ 10-11 ถือเป็นตัวเลขค่อนข้างสูงว่า เพราะมีการประเมินว่าถ้า ครม.อนุมัติงบประมาณไปโดยที่ขั้นตอนในการทำโครงการอาจจะทำได้ไม่ทัน สุดท้ายเงินจะไม่ถูกใช้ กลายเป็นการกันงบประมาณไว้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการใช้จ่ายเงินในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงถูกปรับลดลง อย่างไรก็ตามได้เปิดโอกาสว่า กระทรวงต่างๆ สามารถนำโครงการที่มีความพร้อมและสอดคล้องกับนโยบายกับรัฐบาล ก็สามารถถูกเสนอกลับเข้ามาได้ ถ้าคิดว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นและถูก ตัดงบประมาณมากเกินไป โดยไม่มีส่วนอื่นมาชดเชย

"ผมย้ำกับกระทรวงต่างๆ ว่ายังมีโครงการใดหรือค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถจะลดหรือเลิกได้ เพราะเราต้องใช้โอกาสนี้ปรับในหลายส่วนในระบบราชการในภาวะที่เงินหายาก" นายกฯ กล่าว

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า ครม.มีมติเห็นชอบในการส่งกองพันทหารราบจำนวนหนึ่งกองพันผสมจำนวน 800 นาย เพื่อร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเมืองดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน ซึ่งในการอนุมัติครั้งนี้ นอกจากจะอนุมัติทหาร 800 นายนี้แล้ว ยังอนุมัติให้บรรดาทหารที่ไปได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ซึ่งงบประมาณที่ใช้ครั้งนี้จำนวน 350 ล้านบาทต่อรอบ 6 เดือน โดยใช้งบประมาณกลาง.

http://www.thaipost.net/news/070509/4277

-------------------------------------------------------------------------------

ผบ.ทอ.ฮึ่ม! จี้รัฐบาลทบทวนงบของกองทัพ

ผบ.ทอ. ชี้ รัฐบาลตัดงบ ส่งผลต่อศักยภาพกองทัพ โวยชีวิตทหารมีค่า ถ้าไร้เขี้ยวเล็กจะเอาอะไรป้องกันประเทศ เตรียมเสนอรัฐบาลทบทวนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนอีก 6 ลำ

(8พ.ค.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าว ถึง กรณีที่รัฐบาลจะมีการตัดงบของกองทัพว่ากองทัพอากาศเป็นกองทัพหนึ่งที่เราได้ มีการตั้งงบประมาณทุกปี เช่นเดียวกับกระทรวง ทบวง กรม เป็นภาระกิจหน้าที่ของกองทัพที่จะเตรียมกำลังไว้ให้พร้อม ซึ่งการตั้งงบประมาณของกองทัพ ก็เพื่อจัดหายุทโธปกรณ์มาใช้ในระยะยาวไม่ใช่ว่ามีเงินซื้อแล้วจะซื้อได้ ต้องใช้เวลา 35 ปี ซึ่งงบประมาณที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่ได้ตามที่วางไว้จะส่งผลกระทบต่อความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ

” เราก็มีความเข้าใจว่าการตั้งกรอบงบประมาณของรัฐบาลก็ต้องคำนึงถึงรายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า จำเป็นจะต้องปรับลดลงมาถึง 2 แสนล้านบาทก็ต้องกระทบต่อทุกกระทรวง ทบวง กรม เราก็ต้องปรับตามงบประมาณที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ให้ แต่เราต้องชี้แจงว่าอันไหนที่มีความจำเป็นก็จะร้องขอให้รัฐบาลทบทวน เพราะว่ายุทโธปกรณ์เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศมีความมั่นคง หากรั้วไม่แข็งแรงประเทศเพื่อนบ้านจะไม่เกรงใจ และทหารทุกคนคิดว่าเราพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจและสละชีวิตเพื่อชาติอยู่แล้ว แต่เราต้องมียุทโธปกรณ์หรืออาวุธที่ทัดเทียมในการต่อสู้ และชีวิตทหารทุกคนมีค่า เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมาจะทำให้ทหารเสียชีวิตโดยที่เรามีอาวุธยุทโธปกรณ์ สู้เขาไม่ได้”

เมื่อถามว่า รับได้หรือไม่หากไม่ได้เครื่องบินขับไล่กริพเพนอีก 6 ลำ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า โครงการที่เป็นการผูกพันงบประมาณจะต้องมีการทบทวน ความจำเป็นยังคงมีอยู่ถ้าเราจัดหางบประมาณในกรอบปี 2553 ไม่ได้ เราคงจะต้องชะลอไปก่อน ซึ่งกองทัพอากาศได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่จะต้องจัด หาเป็นฝูงบิน ในอดีตที่ผ่านมาเราจัดหา 1 ฝูง 18 เครื่องมาโดยตลอด ในครั้งนี้ เราได้แจ้งความต้องการว่ามีความจำเป็นต้องจัดหาแทน เครื่องบินขับไล่ F 5 ที่ปลดประจำการในปี 2554 ถ้าหากเราจัดหาในระยะแรกได้แค่ 6 เครื่อง ความพร้อมที่จะดูแลผลประโยชน์ของประเทศโดยเฉพาะในภาคใต้ เราก็คงไม่มีความมั่นใจ

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยกับ พล.อ. ประวิตร วงศ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีทราบดีและท่านก็เห็นความจำเป็น และสนับสนุนมาโดยตลอด ทางกองทัพอากาศก็เข้าใจเราคงจะไม่ไปดิ้นรน แต่จะพยายามปรับตามกรอบของงบประมาณเพื่อให้เราสามารถดำรงสภาพให้ได้ หากจำเป็นก็ต้องชะลอ แต่การจัดหาคงต้องให้ครบตามความต้องการ

เมื่อ ถามว่า จะมีปัญหากับฝ่ายการเมืองหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า คงไม่มีเพราะว่าเราเข้าใจสถานการณ์ดีว่า ประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปได้การเมืองจะต้องนิ่ง เพราะฉะนั้น ทหารคงไม่มีปฏิกิริยาอะไร เราก็ทำตามบทบาทของเรา คงต้องพูดคุยกันเพื่อสนับสนุนรัฐบาลไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อศักยภาพของกองทัพ เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์จะต้องทันสมัย หากเราต้องป้องกันประเทศอาวุธที่สู้กันไม่ได้หรือล้าสมัยไปสู้กันก็ไม่มีใคร เขาเกรงใจ ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้มีการชี้แจงให้ ผบ. เหล่าทัพ ได้รับทราบ และเราก็เข้าใจดีและพยายามที่จะดำเนินการตามที่ท่านได้ให้นโยบายเอาไว้

-------------------------------------------------------------------------------

ทอ.โวยรัฐบาล ตัดงบกริพเพน กระทบดูแลใต้

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
โพสต์ทูเดย์ — ผบ.ทอ.เผยไม่มั่นใจดูแลภาคใต้ หลังถูกรัฐบาลตัดงบซื้อกริพเพนล็อต 2
พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เปิดเผยว่า การตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหมจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้กองทัพอากาศ (ทอ.) ต้องชะลอโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนล็อต 2 จำนวน 6 ลำ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท จากประเทศสวีเดนออกไปก่อน

“ถ้าเราจัดหางบประมาณในกรอบปี 2553 ไม่ได้ก็คงต้องชะลอไปก่อน ซึ่งทอ.ได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่าการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ต้องจัดหาเป็นฝูง บินหรือ 12 ลำ แต่เมื่อขณะนี้จัดหาในระยะแรกเพียง 6 ลำ เราคงไม่มีความมั่นใจ ในการดูแลผลประโยชน์ประเทศโดยเฉพาะในภาคใต้” พล.อ.อ. อิทธพร กล่าว

พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวอีกว่า เรื่องนี้กระทบต่อศักยภาพของกองทัพ เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์จะต้องทันสมัย และเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศมีความมั่นคง หากรั้ว ไม่แข็งแรงประเทศเพื่อนบ้าน จะไม่เกรงใจ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมาจะทำให้ทหารเสียชีวิตเพราะอาวุธสู้ไม่ได้

ทั้งนี้ ทอ.ได้มีการตั้งงบประมาณทุกปี เนื่องจากเป็นภารกิจของกองทัพที่ต้องเตรียมกำลังไว้ให้พร้อม ซึ่งงบประมาณที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีความพร้อมอย่างต่อเนื่อง

“การตั้งงบประมาณของกองทัพก็เพื่อจัดหายุทโธปกรณ์มาใช้ในระยะยาว ไม่ใช่ว่ามีเงินซื้อแล้วจะซื้อได้ ต้องใช้เวลาถึง 35 ปี ถ้าไม่ได้ตามที่วางไว้จะส่งผลกระทบต่อความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ” พล.อ.อ.อิทธพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม กองทัพเข้าใจว่าการตั้งกรอบงบประมาณของรัฐบาลต้องคำนึงถึงรายได้ ฉะนั้นต้องปรับลด ทอ.ก็ต้องปรับตามงบประมาณที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ให้

ทั้งนี้ เมื่อมีความจำเป็นก็จะ ร้องขอให้รัฐบาลได้ทบทวน เพราะ การจัดหาคงต้องให้ครบตามความต้องการ แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้จะ ไม่ทำให้กองทัพมีปัญหากับฝ่ายการเมือง

http://www.posttoday.com/politics.php?id=46393

------------------------------------------------------------------------------

'อภิสิทธิ์' พร้อมจัดงบทหารใหม่
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ สรุปข่าวหน้าหนึ่ง -- จันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2009 05:09:57 น.

" มาร์ค" ร่ายยาวแจงกู้ 8 แสนล้านจำเป็น งบทหารถูกตัดเพราะติดมาตรา 190 ผู้ขายอาวุธไม่อยากเปิดข้อมูลในสภา แต่ถ้าเคลียร์ได้เมื่อไหร่พร้อมจัดให้ ฝ่ายค้านโวยออก พรก.กู้ 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญ เตรียมเข้าชื่อยื่นตีความ

http://www.ryt9.com/s/psum/569175/

-------------------------------------------------------------------------------

“อนุพงษ์”หย่าศึกทหารม้า-สรรพาวุธ ขัดแย้งงบซ่อมรถถัง
2 มิถุนายน พ.ศ. 2552 09:38:00
คลิกดูภาพ

ทบ.ขัดแย้งงบซ่อมรถถังสกอร์เปี้ยน 3 พันล้านบาท “อนุพงษ์” หย่าศึก "กรมสรรพาวุธ-ศูนย์การทหารม้า" เผยทหารม้าให้ซ่อมตามมาตรฐานประเทศแม่ คือ อังกฤษ แต่สรรพาวุธยัดไส้ของออสเตรีย ผบ.ทบ.ยันต้องตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ทอ.ขอถอนวาระซื้อ“กริพเพน” 6 ลำ ออกจาก ครม. หวั่นกระแสสังคมไม่เข้าใจว่า ทหารคิดแต่จะผลาญเงิน

ภาย หลังงบประมาณของกองทัพบกที่ถูกตัดงบประมาณลง เพราะเศรษฐกิจของประเทศติดลบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จึงได้มีคำสั่งให้หน่วยทหารม้าทั้งหมด ประกอบด้วย กองพลทหารม้าที่ 1 (พล.ม.1) จ.เพชรบูรณ์ และกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) บริเวณสนามเป้า รวมทั้งหน่วยลูกที่เป็นหน่วยขึ้นตรงในเหล่าทหารม้าได้สำรวจยุทโธปกรณ์ประเภท รถถังขนาดเบาและขนาดหนัก

รวมถึงรถหุ้มเกราะที่อยู่ในความดูแลของหน่วยทหารม้าทั้งหมดว่ารถประเภทใด ถึงเวลาที่จะต้องปลดประจำการ และรถประเภทใดต้องซ่อมบำรุงรักษา เพื่อทดแทนรถที่มีอยู่เดิม หรือต้องจัดซื้อใหม่เข้ามาทดแทน แต่จากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งงบประมาณของกองทัพบกไม่เพียงพอ ทำให้กองทัพต้องชะลอหลายโครงการ และใช้วิธีซ่อมแทนการจัดซื้อ

แหล่งข่าวนายทหารระดับสูง กล่าวว่า ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 กระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบกถูกตัดงบประมาณ โครงการจัดซื้ออาวุธขนาดใหญ่ รวมทั้งโครงการจัดซื้อ ยานเกราะล้อยาง จากยูเครน จำนวน 96 คัน งบประมาณ 3.8 พันล้านบาท เฟสที่ 2 แต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังรบ และยุทโธปกรณ์ในส่วนหน่วยทหารม้า ประเภทรถถังที่เกิดสภาพเก่าและทรุดโทรมจำนวนมาก

กองทัพบกจึงให้หน่วยแม่ทำการสำรวจจัดหาโครงการซ่อมรถถังเบาแบบสกอร์เปี้ยน ของเหล่าทหารม้าที่ซื้อจากอังกฤษมา 31 ปี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพแทนการจัดซื้อของใหม่ทดแทน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ มีคำสั่งกองทัพบก ลงไปยังศูนย์การทหารม้า ซึ่งเป็นหน่วยวิทยาการของเหล่าทหารม้า ได้จัดลำดับความเร่งด่วนของยุทโธปกรณ์ เพื่อให้เตรียมพร้อมในการใช้งาน

“ศูนย์การทหารม้าเลือกแบบที่จะซ่อมรถถังแบบสกอร์เปี้ยนที่ได้จัดซื้อสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ.ทบ. เพื่อให้สามารถใช้งานในช่วงที่ประเทศชาติขาดงบประมาณ ทดแทนการจัดซื้อของใหม่ แต่เกิดปัญหา เนื่องจากกรมสรรพาวุธกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยเลือกแบบซ่อม แต่ไม่ได้พูดคุยกับหน่วยที่ต้องใช้ จึงเกิดข้อขัดแย้งระหว่างศูนย์การทหารม้าและกรมสรรพาวุธ แต่กรมสรรพาวุธไปเลือกแบบของบริษัทที่ไม่เข้าความต้องการ ไม่ฟังข้อคิดเห็นหรือมาปรึกษากับหน่วยศูนย์การทหารม้าที่เป็นผู้ใช้ ยุทโธปกรณ์” แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า การจัดซ่อมไม่ตรงความต้องการ ทำให้ผู้ใหญ่ในหน่วยศูนย์การทหารม้า ระบุ ว่าหากจัดซ่อมมาแล้วไม่ตรงความต้องการให้กรมสรรพาวุธทหารบกนำไปใช้เองเลย เพราะผู้ใช้ คือ ศูนย์การทหารม้าต้องการให้ซ่อมตามแบบ เพื่อให้การใช้งานได้ถูกตรงความต้องการ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการซ่อมที่ไม่ตรงกับความต้องการของศูนย์การทหารม้า โดยเฉพาะการใช้เครื่องยนต์ของออสเตรีย ขณะที่กองทัพบกต้องการซ่อมตามมาตรฐานสากลของกองทัพบกอังกฤษ และใช้เครื่องยนต์อังกฤษ จึงเกิดข้อขัดแย้งอย่างแรงของทั้ง 2 หน่วยในเวลานี้

แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้กระทรวงกลาโหมจะถูกตัดงบประมาณปี 2553 ที่ได้เสนอไป 1.7 แสนล้านบาท แต่ถูกตัดเหลือ 1.5 ล้านบาท โดยสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ 5.4 พันล้านบาท กองบัญชาการกองทัพไทย 1.2 หมื่นล้านบาท กองทัพบก 7.2 หมื่นล้านบาท กองทัพเรือ 2.8 หมื่นล้านบาท กองทัพอากาศ 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งกองทัพบกเห็นว่า เมื่อไม่ได้โครงการรถเกราะล้อยาง จากยูเครนเพิ่มเติม กองทัพบกจึงหันมาดันโครงการซ่อมรถถังเบาแบบสกอร์เปี้ยน จำนวน 128 คัน ที่ใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มมาตรฐานการรบของหน่วยทหารม้าได้ โดยล็อตแรกเสนอซ่อมปรับปรุง จำนวน 42 คัน งบประมาณ 1,070 ล้านบาท ก่อน

"โครงการนี้กำลังเกิดความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากศูนย์การทหารม้า ซึ่งเป็นหน่วยผู้ใช้ที่รวมความต้องการจากหน่วยทหารม้าที่มีรถถังสกอร์เปี้ยน ประจำการ ทั้งจากหน่วยใน จ.ปราจีนบุรี สระบุรี กาญจนบุรี และกรุงเทพฯ เสนอให้กองทัพบกซ่อมปรับปรุง หรือ Refurbish ด้วยมาตรฐานของกองทัพบกอังกฤษ แต่ถูกกรมสรรพาวุธล็อกสเปคให้บริษัทที่ไม่ได้ผ่านมาตรฐานจากกองทัพอังกฤษ เข้ามาดำเนินการ และใช้เครื่องแบบเดิมไม่เอาเครื่องที่ได้มาตรฐานมาใช้ จึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในเวลานี้" แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2552 มีการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดย พล.อ.อนุพงษ์ ได้เชิญ พล.ท.คำนวน เธียรประมุข เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เข้าพบเพื่อหารือถึงโครงการจัดซ่อมรถถังสกอร์เปี้ยน ตามที่หน่วยศูนย์การทหารม้าเสนอเข้ามา แต่ถูกกรมสรรพาวุธเปลี่ยนแบบในการซ่อม ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ไม่พอใจอย่างมาก ที่ทางกรมสรรพาวุธทหารบกไม่ได้ทำตามที่หน่วยผู้ใช้คือศูนย์การทหารม้าร้องขอ และคำสั่งของ ผบ.ทบ. โดยจัดซ่อมผิดแบบ ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ สั่งการให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่สอดใส่ยัดไส้ โดยให้หน่วยกรมสรรพาวุธทหารบก กลับไปถามความต้องการของศูนย์การทหารม้าใหม่ เพราะเป็นหน่วยที่จะต้องใช้ยุทโธปกรณ์

แหล่งข่าวกล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ 2 หน่วยเกิดความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันอย่างแรง ระหว่าง พล.ท.คำนวน กับ พล.ต.ไตรรัตน์ รังคะรัตน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องลงมาหย่าศึก ซึ่งปัญหาเกิดจากกรมสรรพาวุธทหารบกเสนอให้ซ่อมเปลี่ยนเครื่องยนต์เท่านั้น โดยใช้เครื่องยนต์สไตเออร์ (Styer) ของออสเตรียอย่างเดียวเท่านั้น ผิดวัตถุประสงค์ของหน่วยทหารม้า ต้องการให้ซ่อมปรับปรุง Refurbish ทั้งระบบ โดยต้องการใช้เครื่องยนต์และการซ่อมของอังกฤษ คือ 1.ต้องใช้เครื่องยนต์ Cummins ของอังกฤษ 2.ต้องเป็น Refurbish Transmission การทำระบบควบคุมการยิง ระบบระบายอากาศ และระบบความเย็น

ทอ.ถอนวาระซื้อ “กริพเพน” 6 ลำจาก ครม.

น.อ.มณฑล สัชฌุกร รองโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอถอนวาระการพิจารณาการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน 6 ลำ เฟสที่ 2 เพื่อประจำการแทนเครื่องบิน F-5 ที่กำลังจะปลดประจำการ ออกจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในวันพุธที่ 3 มิ.ย.นี้

หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับกรมฝ่ายเสนาธิการ เนื่องจากเห็นว่าข่าวที่ปรากฏออกมามองว่า กองทัพอากาศ ยื้อ หรือแข็งขืนที่จะซื้อกริพเพนเพิ่มอีก 2 ลำ ในงบประมาณปี 2553 นั้น ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะเราทราบถึงความจำเป็นในการตัดลดงบประมาณ พร้อมทั้งรับทราบว่าได้มีการตัดโครงการดังกล่าว และ การจัดซื้อ ฮ. กู้ภัย 4 ลำ ออกไปแล้ว

น.อ.มณฑล กล่าวว่า ในโครงการจัดซื้อที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก รัฐบาลได้ให้หน่วยงานตั้งโครงการเสนอ แยกต่างหากจากการขออนุมัติงบประมาณ ทำให้เมื่อ ครม. เห็นชอบตัดงบประมาณ 2 โครงการนี้ทิ้งไปแล้ว เรื่องการขออนุมัติโครงการยังค้างอยู่ เพราะต้องขึ้นมาตามสายงาน ตั้งแต่กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย มาที่กระทรวงกลาโหม จึงตามหลังไป เมื่อบรรจุเป็นวาระเข้า ครม. คนจึงเข้าใจผิดว่า ทำไมยังจะมาเสนอโครงการอีกทั้งๆ ที่งบประมาณถูกตัดไปแล้ว

“การเสนอโครงการไปนั้น เพื่อให้รัฐบาลทราบว่ากองทัพอากาศมีความต้องการจัดหาให้ครบ 1 ฝูง เปรียบเหมือนคน ถ้ามีแค่แขน แต่ไม่มีขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น การยืนยันเช่นนี้ก็เพื่อให้ทราบว่าหากมีงบประมาณเมื่อไหร่ก็พร้อมจะซื้อ เมื่อนั้น ซึ่งก็เป็นงบประมาณของกองทัพอากาศเอง ไม่ได้ขอพิเศษ ยืนยันว่าเราไม่ได้ดื้อว่าจะต้องซื้อในปีงบฯ 2553 เพราะเรารู้ดีว่าประเทศเรามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ” รองโฆษกกองทัพอากาศ กล่าว

รมว.กลาโหมเหน็บถ้าไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า กองทัพอากาศแค่ขออนุมัติหลักการจาก ครม.เท่านั้น ไม่มีงบประมาณ แต่หากประชาชนหรือสื่อมวลชนสงสัย กองทัพอากาศจะพิจารณาว่าสมควรนำเข้า ครม.หรือไม่ หากไม่นำเข้ากองทัพอากาศก็จะเสนอมาที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งจะนำเรียนนายกรัฐมนตรีว่าไม่เอาเข้า ไม่มีอะไร เพราะไม่มีงบประมาณ แต่คงไม่ได้อยู่แล้ว กระทรวงกลาโหมก็เข้าใจ แต่ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องอนุมัติก็ได้ แต่หากมีเงินก็เสนอไป เพื่อขออนุมัติพร้อมงบประมาณก็ได้

เมื่อถามว่า สาเหตุที่นำเข้า ครม.ชุดนี้ เพราะเกรงว่าหากเปลี่ยนรัฐบาลจะไม่สามารถผ่านโครงการใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่ กองทัพอากาศแค่ต้องการให้ ครม.รับทราบ เพราะกองทัพอากาศดูแลน่านฟ้า บอกว่ามีความจำเป็น ควรจะซื้อหรือไม่ แต่เมื่อไม่มีเงินก็ไม่ต้องซื้อ เพียงแต่ให้ ครม.อนุมัติหลักการว่ามีความจำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ตนให้เสรีแก่กองทัพอากาศว่าจะนำเข้า ครม.หรือไม่ หากกองทัพอากาศคิดว่าจะเป็นประเด็นก็คงจะบอกให้ถอนออกไป

http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=11408

---------------------------------------------------------------------------------------------

การเมือง 03 มิถุนายน 2552 17:18:02
ครม.ร่างพรบ.งบฯ53ศธ.ได้มากสุด

ครม. จัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 53 จำนวน 1.7 ล้านล้านบาทเสร็จแล้ว โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณ มากที่สุดกว่าแสนล้านบาท

คณะ รัฐมนตรีได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ที่จะนำเข้าบรรจุวาระ 1 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญในวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ โดยตั้งงบประมาณกว่า 1,700,000 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด กว่า 345,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังและงบกลาง ได้รับจัดสรรงบประมาณกว่า 215,000 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ได้รับจัดสรรงบประมาณ 185,000 ล้านบาท และกระทรวงกลาโหม ได้รับจัดสรรงบประมาณกว่า 154,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รับจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุดเพียง 2,000 ล้านบาท เท่านั้น

http://www.norsorpor.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/t1506791/%A4%C3%C1.%C3%E8%D2%A7%BE%C3%BA.%A7%BA%CF53%C8%B8.%E4%B4%E9%C1%D2%A1%CA%D8%B4

-------------------------------------------------------------------------------

กราดยิงมัสยิดที่เจาะไอร้องตายเกลื่อน ทหารเตือนฝีมือกลุ่มเสี้ยมไทยพุทธขัดแย้งมุสลิม
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2009 23:16น.

แวดาโอ๊ะ หะไร
รอซิดะห์ ปูซู และทีมข่าวอิศรา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

สถานการณ์ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตึงเครียดมากขึ้นไปอีก เมื่อเกิดเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงมัสยิดอัลกุรกอน ที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขณะชาวบ้านกำลังทำพิธีละหมาด เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.ของวันที่ 8 มิ.ย.2552 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวเมื่อเวลา 22.30 น.คืนเดียวกันว่า เหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มียอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจนถึงขณะนี้รวม 11 คน เป็นการเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 10 คน และเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาลอีก 1 คน นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 11 ราย

พ.อ.ปริญญา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างอ่อนไหว และฝ่ายความมั่นคงยังไม่สามารถฟันธงโดยไม่มีหลักฐานได้ว่าเป็นการกระทำของ กลุ่มใด แต่ยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นกลุ่มใดนั้น กำลังเร่งตรวจสอบอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่พยายามเสี้ยมให้คนไทยพุทธกับคนมุสลิมทะเลาะกัน

“ที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มก่อความไม่สงบต้องการใช้เรื่องนี้เป็น ไม้ตายสุดท้าย เพื่อให้สังคมไทยและประชาคมโลกมองว่าเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในพื้นที่ ชายแดนภาคใต้ และพยายามตีประเด็นตรงนี้หลายครั้ง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจและเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นการกระทำของเจ้า หน้าที่รัฐ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นการสร้างสถานการณ์โดยพวกเรากันเอง” โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุ

อย่างไรก็ดี มีรายงานจากทางโรงพยาบาลเจาะไอร้องว่า มีศพเหยื่อจากเหตุการณ์กราดยิงมัสยิดที่โรงพยาบาลรวม 10 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 13 ราย

แฉนาที 6 ไอ้โม่งบุกกราดยิงกลางมัสยิด

สำหรับ เหตุการณ์กราดยิงมัสยิดครั้งนี้ซึ่งสร้างความสูญเสียมากที่สุดในรอบ 5 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 8 มิ.ย. เมื่อ พ.ต.ท.สมใจ สิงห์เกลี้ยง สารวัตรเวร สภ.เจาะไอร้อง รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปกราดยิงกลุ่มชาวบ้านซึ่งกำลังทำ พิธีละหมาดภายในมัสยิด ตั้งอยู่ที่บ้านไอปาแย หมู่ 8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตนอนระเกะระกะจมกองเลือดอยู่ในห้องละหมาด ปะปนกับผู้ได้รับบาดเจ็บที่นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิด จึงเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาล แต่หลายคนอาการสาหัส แพทย์ต้องส่งไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส

สำหรับรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น ได้แก่ นายมะกือตา อีสัน, นายอาแว เจ๊ะนุ, นายอายุ เจ๊ะเงาะ, นายเจ๊ะรอนิง อารง, นายดุลเลาะห์ อาบู, นายอาลียะ มามะ, นายหะแว ดาโอ๊ะ, นายบือราเฮง มะซากี, นายอับดุลเลาะ บินยูโซะ, นายรามารูดิง แบมะ, นายอับดุลวอหะ ปะจูกูเร็ง และนายมะซูยี มะรือซะ

จากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุชาวบ้านในหมู่บ้านไอปาแยกำลังประกอบพิธีละหมาดช่วงค่ำอยู่ภายใน มัสยิด ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนร้ายประมาณ 5-6 คน สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า แต่ละคนมีอาวุธสงครามครบมือ ลอบเข้าไปทางด้านหลังมัสยิด ก่อนใช้อาวุธสงครามกราดยิงเข้าใส่กลุ่มชาวบ้านซึ่งกำลังทำพิธีละหมาดกันอยู่ เสร็จแล้วจึงวิ่งออกทางด้านหลังหายเข้าไปในป่ารกทึบหลังหมู่บ้าน

ต่อมา พ.ท.ยุทธนา สายประเสริฐ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 31 ได้นำกำลังพร้อมสุนัขสงครามออกติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้ายตามเส้นทางที่คาดว่า จะใช้หลบหนี

พล.ต.ธีรชัย นาควานิช ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นกรณีอุกอาจ กลุ่มคนร้ายมีความประสงค์สร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิม เพื่อให้เกิดความขัดแย้งกันมากขึ้น ส่วนตัวมองว่าเป็นวิธีการของกลุ่มก่อความไม่สงบที่พยายามดิ้นรนหลังจากถูกกด ดันอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้ฝ่ายผู้ก่อการสูญเสียมวลชนมากขึ้น เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบคือญาติพี่น้องของคนในพื้นที่ทั้งสิ้น

บึ้มหน้าค่ายลูกเสือบ่อทองไร้คนเจ็บ

ส่วน ที่ จ.ปัตตานี เมื่อเวลา 21.40 น .เกิดเหตุระเบิดบริเวณปากทางเข้าค่ายลูกเสือบ่อทอง ท้องที่หมู่ 7 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าคนร้ายต้องการดักสังหารเจ้าหน้าที่ที่เข้า ทำการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่หมู่ 5 และ หมู่ 6 ต.บ่อทอง ในช่วงค่ำวันเดียวกัน ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาระดับแกนนำของกลุ่มก่อความไม่สงบได้ 2 คน และนำไปสอบสวนขยายผลที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพราะเชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คนร้ายลอบยิง นายสันติสุเมธ ภูมิภัทรญาณกูร ลูกจ้างโครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาท ซึ่งทำหน้าที่ดูแลสถานีอนามัยบ้านคอลอตันหยง อ.หนองจิก จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อช่วงค่ำวันเดียวกัน

-----------------------------------------------------------------------------------

โอไอซีจี้ไทยจับคนร้ายยิง 10 ศพในมัสยิด นายกฯย้ำจุดยืนไม่สร้างวงจรความรุนแรง
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2009 10:29น.

ทีมข่าวอิศรา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

“โอไอซี”เคลื่อนแล้ว จี้รัฐบาลไทยเร่งจับคนร้ายยิง 10 ศพคามัสยิด พร้อมให้ปกป้องคนมุสลิมในประเทศไทย ขณะที่สหรัฐห่วงไทยเผชิญความท้าทายกับปัญหาภาคใต้มากขึ้น ด้านนายกฯยอมรับคดีที่เจาะไอร้องยังไม่คืบหน้า แต่คดียิงครูท้องแก่กับคาร์บอมบ์ยี่งอเริ่มได้เค้าแล้ว ย้ำจุดยืนเน้นงานพัฒนาดับไฟใต้ ไม่หวนไปใช้ความรุนแรง หรือสร้างวงจรความรุนแรง ยอมรับห่วงความรู้สึกคุกรุ่นของประชาชนในพื้นที่ กำชับ ผบ.ทบ.ดูแลเป็นพิเศษ ขณะที่ ครม.ภาคใต้อนุมัติงบ 54,000 ล้าน กับอีก 300 โครงการพัฒนา พร้อมสั่งฝ่ายความมั่นคงเฝ้าระวังครูและการปฏิบัติศาสนกิจ หวั่นความรุนแรงปะทุซ้ำ "ถาวร" ให้จับตาหาดใหญ่-โกลก-เบตง

เหตุการณ์คนร้ายบุกยิงชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 10 คนถึงในมัสยิด ที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ช่วงทำพิธีละหมาดเมื่อค่ำวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น ทำให้องค์การการประชุมชาติอิสลาม (โอไอซี) ออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีดังกล่าวแล้ว

นายเอกเมเลดดิน อิชซาโนกลู เลขาธิการองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลไทยสอบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และจับผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ พร้อมขอให้รัฐบาลปกป้องชาวมุสลิมในประเทศไทยด้วย

อนึ่ง โอไอซี เพิ่งมีการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาชิกชาติอิสลามจากทั่วโลก เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานี้เอง แต่ไม่มีกรณีปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งมีความ พยายามตีประเด็นในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมในพื้นที่ บรรจุเข้าสู่วาระการหารือเป็นกรณีพิเศษตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ ทำให้รัฐบาลไทยออกมาอ้างถึงความสำเร็จในการทำความเข้าใจกับโลกอิสลามเกี่ยว กับปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 5 ปีเต็ม

“ฮิลลารี”เยือนไทยเดือนหน้า-สหรัฐห่วงไฟใต้โชน

ขณะ ที่ นายเคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกิจการเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ มีแผนเยือนประเทศไทยในเดือนหน้า อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมเสถียรภาพในชาติพันธมิตรที่เก่าแก่

ทั้งนี้ นายแคมป์เบลล์ กล่าวด้วยว่า ไทยกำลังเผชิญการท้าทายอย่างแท้จริงกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ เห็นได้จากการกราดยิงเข้าใส่กลุ่มชาวบ้านซึ่งกำลังทำพิธีละหมาดภายในมัสยิด อัลกูรกอน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย

นายกฯรับคดียิงชาวบ้านในมัสยิดยังไม่คืบ

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุยิงประชาชนในมัสยิดที่ อ.เจาะไอร้อง ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นสาระสำคัญที่รัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้เห็น ว่า กระบวนการติดตามคนร้ายเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เพราะจะมีการปล่อยข่าวและมีการไปสร้างความเชื่อกันต่างๆ นานา ส่วนกรณีระเบิดก่อนหน้านี้ (คาร์บอมบ์ที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.) และกรณีครูตั้งครรภ์ถูกยิง มีความชัดเจนขึ้นแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอย่างไร เพราะมีหลายฝ่ายประเมินว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้มีอารมณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลเป็นพิเศษใน หลายพื้นที่ ซึ่งได้กำชับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไปแล้ว

ทั้งนี้ การทำงานต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือในการปฏิบัตินั้น ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจเจ้าหน้าที่ หากเราอยากให้ควบคุมพื้นที่ได้ 100% ก็ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่และงบประมาณลงไปอีก แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้องหรือไม่ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และต้องระมัดระวังไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย ส่วนแนวทางที่ถูกต้องคือรัฐบาลจะต้องไม่ย้อนกลับไปใช้วิธีการรุนแรง หรือทำให้เกิดวงจรของความรุนแรง รวมทั้งยืนยันแนวทางการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่ อย่างไรก็ดี การพัฒนานั้นประชาชนยังมีการท้วงติงว่าไปไม่ถึงชาวบ้านอย่างแท้จริง และชาวบ้านมีส่วนร่วมน้อยมาก ซึ่งรัฐบาลกำลังปรับปรุงการทำงานในส่วนนี้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้เงินมาเป็นตัวตั้งในการแก้ไขปัญหา

ครม.ภาคใต้อนุมัติ 5.4 หมื่นล้าน-300 โครงการพัฒนา

ด้าน ความเคลื่อนไหวในประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2552 ได้มีการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ครม.ภาคใต้ โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ภายหลังการประชุม นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ความไม่สงบในภาคใต้จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากมาลงโทษโดยเร็วที่สุด และที่ประชุมยังพิจารณาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 300 โครงการ และกระทรวงการคลังได้เสนอแผนไทยเข้มแข็งหรือแผน 5 ดาว ซึ่งเน้นเรื่องการค้าการลงทุน การประมง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล คาดว่าทั้งหมดนี้จะใช้งบประมาณปี 2553 - 2555 จำนวน 54,000 ล้านบาท และในปีนี้จะมีโครงการที่ดำเนินการได้เลย มูลค่า 14,000-15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมยังอนุมัติให้เพิ่มกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดนในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 1,440 อัตรา ใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท โดยใช้งบกลางปี 2552 เพื่อให้สามารถดำเนินเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว

สั่งเฝ้าระวังครู-การปฏิบัติศาสนกิจ

นาย ปณิธาน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการสืบสวนสอบสวนคดีการ ก่อเหตุรุนแรงต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมามีความคืบหน้าไปพอสมควร ขณะนี้กำลังรอผลการสอบสวนทั้งหมด ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้ดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และหาแนวทางใหม่ๆ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจมีเหตุการณ์ความรุนแรงปะทุขึ้นอีก และกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือครู เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้เส้นทางในพื้นที่สีแดง รวมถึงการปฏิบัติกิจทางศาสนา ต้องมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการต่อต้านอำนาจรัฐ แต่ในระยะยาวสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่งมีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน และได้เห็นชอบให้อนุมัติงบประมาณจำนวน 18,000 ล้านบาทเป็นการด่วน เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาต่างๆ ในปีงบประมาณนี้ ซึ่งกรอบงบประมาณดังกล่าวได้นำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.ภาคใต้ วันที่ 11 มิ.ย.ด้วย และได้รับการอนุมัติรวมออกมาในยอดงบประมาณ 54,000 ล้านบาท

กำชับคุมเข้มหาดใหญ่-โกลก-เบตง

ด้าน นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าระวังในพื้นที่เขตเมือง โดยเพิ่มอาสาสมัครขึ้นในเขตตัวเมืองเขตละ 240 คน เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา รวมถึงเขตอำเภอเมืองของ จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสด้วย พร้อมกันนี้ นายสุเทพจะเดินทางลงพื้นที่ จ.นราธิวาส ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าของนโยบาย

http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4676&Itemid=47

-------------------------------------------------------------------------------

สลด!ควงอาก้ายิงพระมรณภาพ 1 รูป บาดเจ็บสาหัส 1 รูปที่ยะลา
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2009 10:44น.

อะหมัด รามันห์สิริวงศ์
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

ใต้ ตึงเครียดหนัก คนร้ายควงอาก้ายิงพระขณะออกบิณฑบาตที่ อ.เมืองยะลา มรณภาพ 1 รูป บาดเจ็บสาหัสอีก 1 รูป ตำรวจเชื่อเป็นความพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่ไทยพุทธและมุสลิม หลังเพิ่งเกิดเหตุยิงถล่มพี่น้องมุสลิมเสียชีวิต 10 ศพคามัสยิดเมื่อ 4 วันก่อน

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตึงเครียดอย่างหนักเมื่อเกิดเหตุการณ์คน ร้ายลอบสังหารพระภิกษุขณะออกบิณฑบาตเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ (12 มิ.ย.)

โดยเมื่อเวลา 06.20 น. ร.ต.ต.ปฐมพงศ์ เจะมะ ร้อยเวร สภ.เมืองยะลา ได้รับแจ้งจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านคลองทรายใน อ.เมือง จ.ยะลา ว่าเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่พระสงฆ์ขณะออกบิณฑบาต บนทางหลวงสาย 418 คลองขุด-ท่าสาป ท้องที่หมู่ 5 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยนายตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่จากกองวิทยาการ เจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครอง

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 ช่องจราจร จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 69/1 ซึ่งเป็นบ้านของ นางเจียม ไชยหมาน แต่เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเพียงรอยเลือด และบาตรพระกับข้าวสุกกระจายเกลื่อน รวมทั้งปลอกกระสุนปืนอาก้า และปลอกกระสุนปืนพกขนาด 9 ม.ม.ตกอยู่รวม 5 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

สำหรับพระภิกษุที่ถูกยิงนั้น มี 2 รูป คือ พระสมบัติ ศรีสุวรรณวิชัย (สมบัติ อาทโร) อายุ 60 ปี บวชมาได้ 1 พรรษา โดยพระสมบัติมีบาดแผลถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอก 3 นัด มรณภาพ ส่วนอีก 1 รูป คือ พระธวัชชัย ไชยหมาน อายุ 24 ปี เพิ่งบวชได้ 15 วัน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ญาติโยมช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ทั้งนี้พระทั้ง 2 รูปจำพรรษาอยู่ที่วัดวาลุการาม บ้านคลองทรายใน ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา

สอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุพระทั้ง 2 รูปกำลังออกบิณฑบาตตามปกติ เมื่อถึงหน้าบ้านของนางเจียม มีคนร้าย 2 คนแต่งกายด้วยชุดวอร์ม คล้ายชุดพละของนักเรียนนักศึกษา ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 ซีซี สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบหมายเลขป้ายทะเบียนโฉบเข้ามามาจอด จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนสงครามอาก้า และปืนพกสั้นขนาด 9 ม.ม. ยิงเข้าใส่ทันที ทำให้พระสมบัติมรณภาพ และพระธวัชชัยได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว ส่วนคนร้ายได้อาศัยช่วงชุลมุนเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า เป็นการก่อเหตุร้ายของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา ที่ต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างชาวไทยพุทธกับชาวไทยมุสลิม เพราะเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปยิงชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตถึง 10 คน ในมัสยิดอัลกุรกอน บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

--------------------------------------------------------------------------------------------

ป่วนหนักสามจังหวัดช่วง รมต.ลงพื้นที่ ปาระเบิดใส่รถสองแถวดับ 1 เจ็บ 13 ทิ้งใบปลิวอ้างแก้แค้น
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2009 19:30น.

อะหมัด รามันห์สิริวงศ์
แวดาโอ๊ะ หะไร / รอซิดะห์ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

ชายแดนใต้ป่วนหนักต่อเนื่องแม้ในช่วงที่รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรี ดับไฟใต้ลงพื้นที่ ยะลาเดือดปาระเบิดใส่รถสองแถวชาวบ้านตายหนึ่ง เจ็บ 13 เด็กหญิง 12 ขวบสาหัส ทิ้งใบปลิวอ้างแก้แค้นเหตุยิงในมัสยิด อีกรายจ่อยิงสองสามีภรรยาคนงานก่อสร้างที่บันนังสตาดับคาถนน นราธิวาสระอุ วางระเบิดร้านชำที่บาเจาะตูมสนั่นเจ็บ 6 ไล่ยิงภรรยาผู้ใหญ่บ้านสังเวย ลูกจ้าง 4,500 ปางตาย ปัตตานีก็มีบึ้มป่วนแต่ไร้คนเจ็บ พบศพถูกฆ่าเผาในเขตเมือง “สุเทพ”ลงพื้นที่เจาะไอร้อง ซับน้ำตาชาวบ้านไอปาแย ให้คำมั่นไม่เกิดเหตุซ้ำรอย ขณะที่ “ถาวร” ร่วมเคารพศพพระเหยื่อกระสุน วอนทุกฝ่ายอย่าหลงเกมความรุนแรงของกลุ่มก่อความไม่สงบ

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียดอย่างหนัก และเกิดเหตุรุนแรงหลายจุดตลอดวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.2552 ซึ่งเป็นวันที่รัฐมนตรี 2 คน คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แยกกันเดินทางลงพื้นที่

เหตุร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.10 น. เมื่อมีคนร้าย 2 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ขว้างระเบิดลูกเกลี้ยงเข้าไปในรถโดยสารประจำทางสายบ้านนิคมกือลอง-นครยะลา ซึ่งเป็นรถสองแถว 6 ล้อ ขณะแล่นรับผู้โดยสารอยู่บนถนนทางลัดสายมลายูบางกอก-พงยือไร ท้องที่หมู่ 2 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา จนเกิดระเบิดขึ้นบริเวณท้ายรถ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือนางเสาวนิตย์ เสมาพัฒน์ อายุ 50 ปี และบาดเจ็บอีก 13 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ ด.ญ.สุจิตรา เพชรหิง อายุ 12 ปี อาการสาหัส

ทั้งนี้ในที่เกิดเหตุ คนร้ายยังทิ้งใบปลิวเป็นกระดาษขนาด เอ 4 เขียนข้อความด้วยหมึกสีแดงทำนองว่าเป็นการก่อเหตุเพื่อแก้แค้นการสังหารผู้ บริสุทธิ์ที่บ้านไอปาแย ซึ่งมีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงเข้าไปในมัสยิดอัลกุรกอน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนมีพี่น้องชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตถึง 10 ราย บาดเจ็บอีกกว่าสิบคน เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ของ กลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการตอกลิ่มความขัดแย้งระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทย มุสลิม

จ่อยิงสองผัวเมียดับคาถนนที่บันนังสตา

ช่วง เวลาใกล้เคียงกัน คนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบรถของนายจะกอ ยาป่า ชาว จ.เชียงใหม่ และนางบัวหอม ปัญญาราช ชาว อ.เบตง จ.ยะลา สองสามีภรรยาอาชีพคนงานก่อสร้าง ขณะขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนทางหลวงหมายเลข 410 ยะลา-เบตง ท้องที่บ้านปงยามู หมู่ 3 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ก่อนใช้อาวุธปืนขนาด 9 ม.ม.กระหน่ำยิงหลายนัด ทำให้รถของนายจะกอเสียหลักล้มลงข้างทาง ทั้งนายจะกอและนางบัวหอมกระเด็นไปคนละทิศละทาง ได้รับบาดเจ็บสาหัส

แต่แทนที่คนร้ายจะเร่งเครื่องรถหลบหนี กลับจอดรถและเดินลงมาจ่อยิงซ้ำที่ศีรษะทั้ง 2 คนจนแน่ใจว่าตายสนิท จึงค่อยหลบหนี โดยขโมยรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปด้วย เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบเช่น กัน

ระเบิดร้านชำที่บาเจาะเจ็บ 6-ประกบยิงเมียผู้ใหญ่บ้าน

ที่ จ.นราธิวาส คนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ลอบนำระเบิดชนิดแสวงเครื่องเข้าไปซุกไว้ในตู้แช่เครื่องดื่มในร้านขายของชำ ชื่อ หล่วนดง ตั้งอยู่เลขที่ 40 ในเขตเทศบาลตำบลบาเจาะ ห่างจาก สภ.บาเจาะ เพียง 300 เมตร เมื่อวัยรุ่นทั้งสองขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากร้านราว 1 นาที ก็เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 6 ราย นอกจากนั้นยังมีบุคคลลึกลับโทรศัพท์ไปขู่ว่ามีการลอบวางระเบิดไว้ในที่ทำการ ไปรษณีย์บาเจาะด้วย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำกำลังไปตรวจสอบ ก็ไม่พบระเบิดแต่อย่างใด

วันเดียวกัน คนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิง นางสุภาพร คงสารภรรยาของผู้ใหญ่บ้านตาบุห์ หมู่ 9 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ขณะขี่รถจักรยานยนต์มากับ นางขบ หวังแก้ว ลูกจ้างโครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาทของ อ.บาเจาะ เหตุเกิดในท้องที่ ต.ปาลุกาสาเมาะ ทำให้ นางสุภาพรเสียชีวิต ส่วนนางขบได้รับบาดเจ็บสาหัส

บึ้ม ตชด.ไร้คนเจ็บ-พบศพฆ่าเผากลางปัตตานี

ส่วน ที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี เวลาประมาณ 10.00 น. เกิดเหตุระเบิดบนถนนยะรัง ซอย 3 ท้องที่หมู่ 5 ต.ตะลุโบะ เพื่อดักสังหารตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่กำลังเคลื่อนกำลังไปตั้งจุดตรวจ แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีพลเมืองดีพบศพคนถูกฆ่าแล้วจุดไฟเผาร่าง บริเวณป่าช้าจีน ท้องที่หมู่ 5 ถนนยะรังซอย 5 ต.ตะลุโบะ ซึ่งอยู่ห่างกับจุดเกิดเหตุระเบิดเพียงแค่ 1 ซอย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังรุดไปตรวจสอบ และนำศพไปชันสูตร เพราะไม่พบหลักฐานว่าเป็นผู้ใด

"สุเทพ”เยี่ยมชาวบ้านไอปาแย-ให้คำมั่นไม่เกิดเหตุซ้ำอีก

เหตุการณ์ รุนแรงทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้ โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 และนายพระนาย สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการ ศอ.บต. เดินทางไปที่มัสยิดอัลกุรกอน บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมชาวบ้านหลังเกิดเหตุคนร้ายสังหารพี่น้องชาวไทยมุสลิมเสียชีวิต ถึง 10 รายในมัสยิด

โอกาสนี้ นายสุเทพ ได้พูดคุยกับญาติของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ยิงในมัสยิด โดยบอกว่า ขอให้ชาวบ้านทุกคนมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนกรณีนี้อีก ส่วนผู้ที่ลงมือก่อเหตุรับรองว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐแน่นอน และรัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว ที่สุดเพื่อให้ทุกฝ่ายหายคลางแคลงใจ ขอให้ทุกคนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ พร้อมมอบเบอร์โทรศัพท์ติดต่อตรงได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ นายสุเทพ ได้เข้าไปตรวจจุดเกิดเหตุกราดยิงในมัสยิด จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมอาการผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลนราธิวาสราช นครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวา ก่อนเรียกประชุมเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง เพื่อมอบนโยบายทางยุทธวิธีใหม่ ภายหลังกลุ่มก่อความไม่สงบพยายามก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอกลิ่มให้เกิดความขัด แย้งระหว่างศาสนา

"ถาวร”เคารพศพพระสมบัติ-วอนทุกฝ่ายอย่าหลงเกมกลุ่มป่วน

อีก ด้านหนึ่ง นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อไปเคารพศพ พระสมบัติ ศรีสุวรรณวิเชียร ที่วัดวาลุการาม หรือวัดคลองทรายใน หมู่ 5 ต.ยุโป อ.เมืองยะลา ซึ่งถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้ายิงจนมรณภาพ เหตุเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายถาวร กล่าวว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ตั้งสติ อย่าหลงไปกับข่าวลือและการกระทำในลักษณะยุยงปลุกปั่นของคนร้าย สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ได้มีการคาดการณ์มาก่อนหน้านี้ และได้มีการวิเคราะห์ในเชิงลึกแล้ว ทางรัฐบาลรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะได้

จากนั้น นายถาวร ยังเดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คนร้ายปาระเบิดใส่รถสองแถว ในท้องที่ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลาด้วย

นายถาวร กล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้ทุกฝ่ายอดทน อย่ากระโดดเข้าไปอยู่ในเกมของการใช้ความรุนแรง ขณะนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้ และดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นใครมาจากที่ไหน

http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4682&Itemid=47

-------------------------------------------------------------------------------

ข่าวต่างประเทศ
ระเบิดปากีสถาน ตาย 8 เจ็บหลายสิบ-รบ.เพิ่มงบทหาร

เกิดเหตุระเบิดที่ตลาดในเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และบาดเจ็บหายสิบคน ด้านรัฐบาลปากีสถานเพิ่มงบประมาณด้านการทหารปีนี้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นปราบปรามก่อการร้ายและช่วยผู้ลี้ภัยสงคราม

อิส ลามาบัด (เอพี/บีบีซี นิวส์) - เจ้าหน้าที่รัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่ตลาดในเมือง เด-รา อิสเมล คาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกราว 50 คน จากการตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า เป็นระเบิดที่คนร้ายลอบวางเอาไว้ และจุดชนวนด้วยรีโมท คาดว่าน่าจะเป็นมือของกลุ่มตอลิบาน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปากีสถานต้องเผชิญกับเหตุระเบิดมาแล้วครั้ง โดยเฉพาะเหตุระเบิดที่โรงแรมเพิร์ล คอนติเนนตัล โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวในเมืองเปชาวาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า เป็นความพยายามของกลุ่มตอลิบาน ที่เคยประกาศจะล้างแค้นรัฐบาล ที่ส่งทหารเข้าไปกวาดล้างแหล่งกบดานของพวกตนในเขตหุบเขาสวอท

ด้าน รัฐบาลปากีสถานประกาศงบประมาณประจำปี 2552-2553 เพิ่มงบประมาณด้านการทหารหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังนำไปใช้ปราบปรามกองกำลังตอลีบาน และใช้ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวบ้าน ผู้ลี้ภัยจากการสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลกับกองกำลังตอลีบาน ในพื้นที่แถบชายแดนอัฟกานิสถานตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ขณะ เดียวกัน ประธานาธิบดีซาร์ดารี ประกาศเพิ่มรายได้ให้ทหารทั้งกองทัพ 100% ทำให้เหล่านักการเงินกังวลถึงสัดส่วนของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องถูกนำไปแบ่งจ่ายให้ทหารทั้งกองทัพมากกว่า 600,000 นาย อาจทำให้ต้องเพิ่มงบประมาณแผ่นดินขึ้นอีกถึงกว่า 15% ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
วันที่ 15/6/2009

http://www.naewna.com/news.asp?ID=165936


-------------------------------------------

<<< ย้อนรอยคดีลอบวางระเบิดหลายจุดในกทม. ที่กล่าวหาว่าทักษิณทำ >>>
<<< คุณว่าแผนปฏิบัติการเหล่านี้ เขายังทำอยู่หรือไม่ >>>
<<< ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ เรื่อง ที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 >>>