บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


15 กุมภาพันธ์ 2554

<<< ม็อบช่วงที่ไม่มีเวทีใหญ่ไม่มีแกนนำ กดดันได้มากกว่า ม็อบที่มีเวทีใหญ่และมีแกนนำ แต่ทำไมเลือกแบบหลัง >>>

ถ้าใครเคยไปร่วมบรรยากาศกับม็อบทั้ง 2 รูปแบบมาแล้ว
จะพบว่า ช่วงที่มีม็อบไร้แกนนำ
ฝ่ายผู้มีอำนาจจะเครียดจนออกอาการให้เห็น
มีทั้งเสนอให้ม็อบตั้งแกนนำเพื่อจะได้เจรจาอะไรกันได้ง่ายๆ
มีทั้งออกมาเต้นทั้งสีเขียวสีกากีระดับใหญ่ๆ ด้วยไม่ใช่ระดับเจ้าหน้าที่ปกติ
ทั้งๆ ที่เป็นช่วงมี พรบ.ฉุกเฉิน
ทั้งๆ ที่จัดอยู่กับที่ ไม่มีเวทีใหญ่ปราศรัยอะไร
จะมีก็แค่การออกมาเต้นหรือร้องเพลงเหี้ยออกไป
เขียนนั่นนี่ตามที่จะเขียนกัน
ปรากฏฝ่ายผู้มีอำนาจเต้นออกอาการผ่านสื่อ

<<< สี่ปีรัฐประหาร กับการกลับมาของม็อบเสื้อแดง อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ที่ราชประสงค์ >>>
http://maha-arai.blogspot.com/2010/09/blog-post_19.html

<<< ครบรอบ 6 เดือนย้ำเตือนความทรงจำ เสื้อแดงถูกกระทำที่แยกคอกวัวและแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย >>>
http://maha-arai.blogspot.com/2010/10/blog-post_11.html

<<< เทศกาลราษฎร์ประสงค์ >>>
http://maha-arai.blogspot.com/2010/11/blog-post_20.html

ช่วงมีแกนนำและมีเวทีใหญ่ตอนนี้
การลงทุนสูงกว่ามากทั้งเวที ทั้งการเคลื่อนขบวนไปมา
แถมมีคนมาเยอะกว่าม็อบช่วงไม่มีแกนนำชัดเจนอีกด้วย
แต่ไม่เห็นมีระดับบิ๊กๆ สีเขียวสีกากีออกอาการเท่าไหร่
ยิ่งหลังๆ แทบไม่มีข่าวออกอาการ
ยังอดคิดถึงพวกบิ๊กๆ เหล่านั้นไม่ได้เหมือนกัน แบบไม่คุ้น
ปกติต้องออกมาข่มขู่นั่นนี่ หรือห้ามนั่นนี่ประจำ
เวลาจะมีม็อบใหญ่ในแต่ละครั้ง นี่เงียบดีจัง
หมายความว่ายังไง กดดันเขาจนจุกไม่กล้าออกมา
หรือว่าเขานอนเกาพุงกันสบายใจ
แถมระดับเจ้าหน้าที่ที่มาคุมม็อบ
ยังชมอีกว่าเรียบร้อยคุยตกลงกันง่ายกว่าพวกพันธมิตร
เราว่ามีโล่ห์รางวัลม็อบดีเด่นพี่แกคงเอามามอบให้แล้วหล่ะ

<<< จากศาลอาญาสู่อนุสาวรีย์ ครั้งนี้เราขับรถร่วมขบวนด้วย >>>
http://maha-arai.blogspot.com/2011/02/blog-post_14.html

คงไม่ต้องบอกว่าม็อบแบบไหนจะทำให้มวลชนฮึกเหิม
จนดูน่าเกรงขามแก่ฝ่ายผู้มีอำนาจได้มากกว่ากัน
แต่แปลกใจไหมว่าทำไมเขาเลือกแบบมีแกนนำกัน
ทั้งๆ ที่คนมาร่วมเยอะกว่า ลงทุนสูงกว่า แต่กดดันได้น้อยกว่า
แต่กลับชอบแบบมีแกนนำ เชียร์แบบมีแกนนำ หนุนแบบมีแกนนำ
ผมว่ามันประหลาดทั้งคนอาสามานำกับคนเชียร์แบบมีแกนนำด้วย
เพราะอาจเสียเวลานานขึ้น กดดันอะไรไม่ได้มาก
ต้องดิ้นรนเคลื่อนขบวนไปมาหวังกดดัน
แต่กับกดดันสู้แนวร้องเพลงอยู่กับที่และไม่มีแกนนำไม่ได้

มีอีกอย่างที่ผมคาใจและแปลกใจมากๆ ก็คือ
ในเมื่อไม่กล้าทำนั่นนี่
กองเชียร์หลายคนชอบแก้ตัวแทนว่า
พูดได้ประมาณนี้ พูดชัดเจนอะไรไม่ได้
ก็จะมาเดือดร้อนเป็นแกนนำทำไม หรือจะมาพูดทำไม
ก็อยู่กับบ้านปล่อยให้ม็อบไม่มีแกนนำดำเนินการต่อไป
ไม่ต้องไปรับหน้าแทน ไม่ต้องไปเดือดร้อนนั่นนี่แทนด้วย
ทำไมไม่ทำ ทำไมต้องดิ้นรนเพื่อจะมาอ้างว่าทำนั่นนี่ไม่ได้
ทำไมไม่ปล่อยไปแบบธรรมชาติ ที่เขาทำนั่นนี่ได้เองแทบทุกคน
จะคิดเข้ามาควบคุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยหงอกันหมดทำไม
หรือจะดิ้นรนมาเดือดร้อนทำไม ไม่เข้าใจ
จะหงอคนเดียวก็หงอไป ทำไมต้องมาควบคุมเพื่อให้ชาวบ้านเขาหงอตาม
ถ้าไม่ได้มีการเจรจาตกลงอะไรกันลับๆ เพื่อมาควบคุมให้เข้าทางพวกเขา
มวลชนไม่มีแกนนำเขาร้องรำทำเพลงไม่ต้องปราศรัยอะไร
คนก็เริ่มมากขึ้นมากขึ้น เผลอๆ ถ้าไม่มีแกนนำมาคุมและจัดมาถึงวันนี้
ก็อาจจะมีมวลชนมากเท่าที่มีตอนนี้ก็ได้ แต่ฮึกเหิมกว่ากันแน่ๆ
เพราะมวลชนมีโอกาสได้แสดงออก
มากกว่าการนั่งพับเพียบฟังปราศรัยกันอย่างเดียว
ถ้าอยากฟังปราศรัย ฟังเพลง อยู่บ้านนอนดูทีวีช่องเสื้อแดงก็ได้
แทนที่จะใช้เวลาที่เขาออกมาสร้างความฮึกเหิม
พร้อมรับมือกับการรัฐประหารหรือวันแตกหัก
ที่อาจเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง จนกว่าประชาชนจะชนะ

จะเห็นว่าม็อบแบบไม่มีแกนนำ ใครทำอะไรทำไป
นอกจากมวลชนฮึกเหิมเพิ่มมากขึ้น
บรรยากาศน่าเกรงขามมากขึ้น
ฝ่ายผู้มีอำนาจก็ยิ่งเครียดมากขึ้น ลนลานมากขึ้น
ซึ่งตรงกันข้ามกับม็อบมีแกนนำ มีเวทีใหญ่
ที่ไม่ต่างอะไรกับเวทีหาเสียงของนักการเมืองตามปกติ
แต่วิกฤตยามนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาหาเสียง
แต่เป็นช่วงเวลาลุกขึ้นสู้
เพื่อความเป็นธรรม
เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
จะใช้วิธีทำม็อบแบบหาเสียงของนักการเมืองปกติไม่ได้
เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร
ม็อบลักษณะนี้ พวก ปชป., ชท., ภท. เขาก็ทำได้
จะเอาคนเยอะขนาดไหนก็สั่งได้
ทำให้ได้เหมือนกันทุกพรรคใหญ่ๆ
มันจะมีพาวเว่อร์อะไรไปต่อรอง
มันต่างจากม็อบที่มวลชนสามารถแสดงอารมณ์
และความรู้สึกที่แท้จริงของแต่ละคนออกมา
ไม่ใช่ให้นั่งพับเพียบเรียบร้อยฟังปราศรัย
นานๆ จะลุกขึ้นมาเฮ เมื่อมีคนถูกใจขึ้นมาพูดหรือพูดถูกใจ
และการปราศรัยก็ไม่ได้ทำให้เกิดความฮึกเหิม
แถมการนั่งกับการยืนก็บ่งบอกถึงความฮึกเหิมต่างกัน
นั่งยังไง ก็ทำท่าฮึกเหิมไม่ออก
ม็อบยืนพร้อมลุยตลอดเวลา
จึงเป็นม็อบที่เป็นธรรมชาติและน่าเกรงขามกว่าเยอะ

ดังนั้นจะให้เข้าใจว่ายังไงสำหรับผู้ที่หนุนแนวมีแกนนำ
จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กดดันอะไร ไม่เครียดอะไรมาก
จะให้เข้าใจได้ไหมว่า
เป็นพวกมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้ฝ่ายผู้มีอำนาจ
เพราะผลลัพธ์มันเป็นแบบที่ว่าจริงๆ

อีกอย่างพวกแกนนำที่ถูกขังลืม จะถูกปล่อยออกมาได้
ก็ต้องแนวกดดัน จนไม่มีแกนนำนอกคุกเอาอยู่
ถ้าแกนนำนอกคุม สามารถควบคุมม็อบได้เรียบร้อยดีแล้ว
คิดว่าเขาจะปล่อยเสือออกจากกรงมาเพิ่มทำไม
หรือไม่ก็ต้องมีข้อตกลงที่โดนใจ
และเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเขาเพิ่ม ฝ่ายเราลดลงนั่นแหล่ะ
เขาถึงอาจยอมปล่อยออกมา ไม่งั้นก็เอาไว้ล่อเพื่อต่อรอง
เวลาจะมีม็อบใหญ่แต่ละครั้งไม่ดีกว่าหรือ

โดย มาหาอะไร
FfF