บันทึกเรื่องราว สืบสาวความจริง ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน.
Save the stories. Investigate the truth. Give to the next generation.


25 พฤศจิกายน 2553

<<< จุดเทียนโมเดล >>>

ช่วงหลังๆ ที่ไปม็อบไร้แกนนำและม็อบหลังการกระชับพื้นที่หฤโหด
ผมได้พบเห็นการจุดเทียนแดง ในช่วงค่ำเป็นประจำ
ครั้งหลังสุดที่งานเทศกาลราษฎร์ประสงค์ก็เห็น
เลยเกิดไอเดียที่จะเขียนเรื่อง จุดเทียนโมเดล เก็บไว้
<<< เทศกาลราษฎร์ประสงค์ >>>
http://maha-arai.blogspot.com/2010/11/blog-post_20.html

จะว่าไปแล้ววิธีจุดเทียนโมเดลไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
เป็นเรื่องเก่าที่หลายๆ คนอาจรู้แล้วหรือกำลังทำกันอยู่แล้ว
เพียงแต่ผมพยายามอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ
โดยเทียบเคียงกับเรื่องการจุดเทียน

ก่อนอื่นต้องพาย้อนอดีตไปสู่ยุคเก่าๆ
ในสมัยที่ยังต้องพึ่งพาการจุดเทียน
เพื่อทำให้เกิดความสว่างในยามค่ำคืน
เมื่อจุดเทียนหลายๆ เล่ม ยิ่งมากก็ยิ่งสว่างมาก
แต่เทียนแต่ละเล่มมันมีอายุการใช้งาน
คือจุดไปได้สักพักไส้เทียนหมดมันก็มอดดับลง
ถ้าต้องการคงความสว่างไสวไปตลอด
ก็จำเป็นต้องมีการจุดเทียนต่อๆ กันไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา
เพื่อเป็นหลักประกันว่ามันจะสว่างไสวไม่ขาดช่วง
เพราะการจุดไฟแต่ละครั้งมันลำบาก
อันนี้ให้จินตนาการไปสู่ยุคโบราณหน่อย
แบบจุดไฟแช็คหรือไม้ขีดง่ายๆ ไม่เอา
เดี๋ยวจินตนาการเรื่องจุดเทียนโมเดลไม่ออก อิอิ

เช่นเดียวกันกับการจุดประกายให้คนลุกขึ้นสู้เรื่องอะไรสักอย่าง
มันก็เริ่มจากคนเพียงไม่กี่คน จุดประกายส่งต่อๆ กันเป็นทอดๆ
จาก 1 คนเป็น 2 คน จาก 2 คน เป็น 4 เป็น 8 เป็น 16 32 64 128 256 ...
แค่ 1 คน จุดประกายคนอีกแค่ 2 คน
ซึ่งในความเป็นจริง 1 คน อาจจุดประกายคน
ได้เป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านในคราวเดียวกันก็ได้
แต่นั้นต้องเป็นคนที่มีบารมี มีคนพร้อมเชื่อฟังมากๆ ถึงจะทำได้
แต่สำหรับกรณีนี้ ยกกรณีตัวอย่างคนธรรมดา ที่ไม่มีชื่อเสียงใดๆ
แค่จุดประกายความฝันคน จุดให้ติดแค่คนสองคนก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ท้าทายถ้าสมมุติจุดประกายได้แค่คนละ 2 คน
และ คนที่ถูกจุดประกายแล้วไปจุดประกายคนอื่นๆ ได้อีก คนละ 2 คน ไปเรื่อยๆ
ทำแบบนี้แป๊บเดียวเป็นล้านได้ ตามรูปแบบการแตกตัว 2 เท่าไปเรื่อยๆ ตามข้างล่างนี้
1
2
4
8
16
32
64
128
256
512
1,024
2,048
4,096
8,192
16,384
32,768
65,536
131,072
262,144
524,288
1,048,576
จะเห็นได้ว่า จาก 1 คน จนกลายเป็นล้านคน ใช้เวลาถึง 20 ครั้ง
แต่ในความเป็นจริงแล้วมันใช้เวลาไม่นานนัก
แค่วันเดียวกรณีข่าวลือแรงๆ บางเรื่อง แป๊บเดียวทั่วไทย
แต่การจุดประกายคนนั้น ทำไม่ได้ภายในวันสองวันหรือเดือนสองเดือน
บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ แต่บางคนที่สู้เรื่องนั้นๆ มาพอสมควร
แค่สะกิดหน่อยเดียวไฟก็ลุกโชนแล้ว
และ 20 ครั้งที่ว่า ไม่ใช่คนเดียวทำทั้ง 20 ครั้ง
จากรูปแบบข้างต้น 1 คน จุดประกายแค่ 2 คนเท่านั้นเอง
และคนที่ถูกจุดประกายแล้วก็ไปจุดประกายคนอื่นๆ เพิ่มอีก 2 คนไปเรื่อยๆ เอง
และถ้าใครมีความสามารถจุดประกายได้มากกว่า 2 คน
ก็ถือเป็นเรื่องดี และจะยิ่งทำให้จำนวนครั้งที่จะทำให้เป็นล้านคน ลดลงอีก
เช่น กรณี 1 คน จุดประกายได้ 10 คน จะแตกตัวเป็นแบบนี้
1
10
100
1,000
10,000
100,000
1,000,000
แค่ 6 ครั้งเองก็ได้เป็นล้านคนแล้ว
จะเห็นได้ว่าถ้า 1 คนจุดประกายคนได้มากขึ้น
ก็ใช้จำนวนครั้งน้อยลง มีคนถูกจุดประกายเพิ่มเร็วขึ้น

แต่อย่างที่บอกถ้าเป็นข่าวลือก็สามารถอ้างอิงหลักการนี้ได้ชัวร์
แต่ถ้าเป็นการจุดประกายคนให้สู้เรื่องอะไรแล้ว
กว่าจะจุดประกายได้สักคน มันเป็นงานใหญ่ใช้เวลาพอสมควร
การจุดประกายคนนั้น ไม่ใช่แค่การพาคนมาร่วมม็อบแค่นั้น
แต่การพาคนมาร่วมม็อบ เป็นขั้นตอนเริ่มต้นของการจุดประกายได้เหมือนกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่า มาร่วมม็อบแล้วจะมีอุดมการณ์อะไร
หรือมีประกายไฟในตัวแล้วในทันที ไม่ใช่
จะพบว่ายังมีคนจำนวนมากที่มาร่วมม็อบ
เพราะต้องการมาร่วมเรียกร้องในเรื่องอะไรสักเรื่อง
พอได้แล้วก็เลิก เช่นขอแค่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่
โดยหวังว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่ อาจทำมาหากินคล่องขึ้น ดีขึ้นอะไรแบบนั้น
โดยที่เขาอาจไม่มีประกายไฟรักประชาธิปไตยอะไรเลยก็ได้
แต่คนที่เคยมาร่วมม็อบแล้ว จะสามารถจุดประกายอุดมการณ์ได้ง่ายขึ้น
ถ้ามีความคิดที่จะจุดประกายอุดมการณ์
ให้พวกเขา
และเริ่มช่วยๆ กันจุดประกายอุดมการณ์
ในกรณีนี้ ควรเน้นอุดมการณ์ประชาธิปไตย
เพราะสามารถปรับเข้ากับทุกแนวความคิดทางการเมืองได้ง่าย
ถ้าได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว
ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ มีต้นทุนหลายหมื่นคนจนถึงแสนคนแล้ว
ที่น่าจะช่วยกันจุดประกายให้รักอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้ได้
แล้วจาก 10,000 คน เพิ่มไปเป็นล้าน
แค่ให้เขาจุดประกายต่ออีกแค่คนละ 2 คนจะได้ตามนี้
10,000
20,000
40,000
80,000
160,000
320,000
640,000
1,280,000
แค่ 7 ครั้งในการกระจายโดยรับผิดชอบแค่ อีกคนละ 2 คน
ถ้ากรณี มีต้นทุน 100,000 คน พยายามจุดประกายต่ออีกแค่ 2 คน
100,000
200,000
400,000
800,000
1,600,000
แค่ 3 ครั้งบางคนและ 4 ครั้งบางคนก็ถึงระดับล้านได้แล้ว
นี่แค่ เพิ่มครั้งละ 2 คน ถ้าครั้งละ 10 คน
จากแสนคนเพิ่มแค่ครั้งเดียวก็เป็นล้านแล้ว

จะเห็นได้ว่ามันอยู่แค่เอื้อม แค่ทุกคนพยายามทำตนเป็นเสรีชนให้ได้
ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้ แล้วจุดประกายต่อๆ กันไป
แค่พยายามยกระดับผู้ชุมนุมทั้งหมดให้ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้ได้ในขั้นแรก
แล้วขั้นต่อไป ขอแค่ให้เขาไปเผยแพร่แนวความคิดประชาธิปไตย
จุดประกายความฝันให้ได้อีกคนละ 10 คน
ก็จะมีเสรีชนนับล้าน เป็นเสาหลักของบ้านเมือง
คอยค้ำชูระบอบประชาธิปไตยในไทยไปได้อีกหลายสิบปี
แทนที่เสาเอียงๆ ที่ค้ำประชาธิปไตยไทยอยู่ในเวลานี้

การสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือได้รับการจุดประกายรักประชาธิปไตยแล้ว
มันสามารถถ่ายทอดให้กับลูกหลานสืบต่อๆ ไปได้ด้วย
ไม่ใช่การสืบทอดด้วยกรรมพันธุ์ แต่ด้วยอุดมการณ์
เมื่อสามารถจุดประกายให้ผู้อื่นได้
ลูกหลานตนเองก็สามารถจุดประกายปลูกฝังให้เขา
รักประชาธิปไตยได้เหมือนกัน

ซึ่งพ่อแม่ที่รักประชาธิปไตยแล้ว
จะทำแบบนี้โดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าสู้เพื่อปากท้องยามนี้ หรือเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด
จะไม่สามารถถ่ายทอดส่งต่อให้ลูกหลานได้
ก็จะจบไปในการเรียกร้องครั้งนั้นๆ แค่นั้น
อนาคตลูกหลานก็ต้องดิ้นรนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันอีก
ในเมื่อเสี่ยงตายออกมาสู้กันแล้วทั้งที
ทำไมไม่คิดจะทำให้ยั่งยืน
เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องเสี่ยงตายออกมาเรียกร้องกันอีกในอนาคต
น่าจะร่วมกันทำให้ได้ระบบที่ดีในทีเดียวเลย
แล้วที่เหลือแค่ปลูกฝังให้ลูกหลานรักษาไว้ให้ได้ก็พอ

ถ้าทุกคนเป็นเสรีชน กล้าคิด กล้าทำ กล้านำตนเอง
รักความเป็นธรรม ยึดแนวทางประชาชนเป็นใหญ่
และตัดสินใจโดยใช้เหตุผลเน้นหลักการประชาธิปไตยในแต่ละเรื่อง
ก็เรียกได้ว่าเป็นชาวศิวิไลซ์ได้แล้ว
และวันไหนมีชาวศิวิไลซ์มากๆ แค่ ล้านคนขึ้น
ก็เรียกดินแดนนี้ว่า ดินแดนศิวิไลซ์ ได้แล้ว
เพราะคนเป็นล้านพร้อมออกมาสู้เพื่อความเป็นธรรม
และรักประชาธิปไตยแถมเป็นเสรีชนเต็มขั้น
แค่นี้ก็เป็นเสาค้ำยันประชาธิปไตยไทยได้แล้ว
ไม่มีเผด็จการหน้าไหนกล้ามากำแหงกับชาวศิวิไลซ์เป็นล้านแน่ๆ

ส่วนกรณีนักการเมือง
ใช่ว่าจะเสียผลประโยชน์ ถ้าประชาชนเป็นชาวศิวิไลซ์กันได้
อาจมีบ้างที่ต้องเสียฐานเสียงจัดตั้ง ที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้
ไปเป็นชาวศิวิไลซ์ ที่คิดเองทำเองได้
แต่เมื่อมีชาวศิวิไลซ์จำนวนมากๆ มาช่วยตรวจสอบการทำงาน
โอกาสจะก้าวผิดพลาดก็น้อยลง เพราะคุณสามารถใช้วิธีโยนหินถามทาง
หรือโยนการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ให้ประชาชนตัดสินได้
และโอกาสที่จะโกงกินน้อยลง ก็เท่ากับทำให้ตนเองไม่มีมลทิน
แต่ถ้าคิดจะหวังเข้ามาเล่นการเมืองเพื่อโกงกิน
ต่อให้ไม่มีชาวศิวิไลซ์มากมายมาตรวจสอบ
ก็อาจโดนอำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการ
หรือวันหนึ่งฝ่ายตรงข้ามมาเป็นใหญ่
ก็โดนไล่เช็คบิลได้เหมือนกัน
แต่ข้อดีแน่ๆ ของการมีชาวศิวิไลซ์เยอะๆ ก็คือ
จะไม่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาสั่งการคุณ
มาข่มขู่ มากดหัวคุณ หรือมาข่มแหงรีดไถคุณได้
รวมทั้งไม่มีใครกล้าออกมายึดอำนาจ
เพื่อแย่งการบริหารประเทศของพวกคุณอีกต่อไป

ลองหลับตานึกดูว่า
ศักดิ์ศรีในสภาวะแวดล้อมแบบล้อมรอบไปด้วยชาวศิวิไลซ์
กับแบบล้อมรอบไปด้วยอำนาจมืด
ไดโนเสาร์ เผด็จการ และมาเฟียใหญ่
แบบไหนมีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจ
หรือปลอดภัยกับอาชีพนักการเมืองมากกว่ากัน
ถ้าแบบแรก อย่างดีทำไม่ดีก็อาจโดนตำหนิต่อว่า
ถ้าทำเลวมากก็อาจโดนขับพ้นจากตำแหน่ง
แต่ถ้าทำดีก็จะอยู่ได้อย่างดี มีเกียรติ
มีศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วย
ไม่ใช่แค่ศักดิ์ศรีในอาชีพนักการเมือง
แต่แบบหลังไม่ว่าคุณจะทำดีไม่ดียังไง
ถ้าไปเหยียบตาปลาอำนาจมืด
ขัดผลประโยชน์พวกไดโนเสาร์
หรือสะดุดขาพวกมาเฟียใหญ่แล้ว
ต่อให้มีประชาชนหนุนหลังเลือกให้มาเป็นยังไง
ก็มีโอกาสพ้นจากตำแหน่ง
หรือโดนเก็บ โดนยึดนั่นนี่ได้ง่ายๆ
ยิ่งไม่มีชาวศิวิไลซ์มากๆ ด้วยแล้ว
คนที่จะออกมาช่วยต่อสู้ด้วย
ก็คงไม่มากพอที่จะต้านทานมาเฟียใหญ่ได้

"จุดประกาย ประชาธิปไตย ให้มวลชน
ปลุกผู้คน ให้ตื่นขึ้น ให้ลุกยืน
อย่าคิดทำ ไม่กี่วัน ไม่กี่คืน
จะยั่งยืน ต้องคิดทำ ตลอดไป"


โดย มาหาอะไร

-----------------------------------------------------------------------

ประชาธิปไตย
Democracy

<<< 19 กันยา วันปล้นประชาธิปไตย >>>
<<< การชุมนุมก็คือการโหวตแบบแสดงตน >>>
<<< การทำงานในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้มีอยู่แค่การทำม็อบอย่างเดียว >>>
<<< การปกครองแบบพ่อปกครองลูก ไม่ถูกกาลเทศะในยุคสมัยใหม่ >>>
<<< การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถ้าไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ใจนักประชาธิปไตย >>>
<<< การเมืองใหม่ >>>
<<< การสู้ที่ดีที่สุด คือ การสู้เพื่ออุดมการณ์ >>>
<<< การสนับสนุนการรัฐประหาร ก็คือการสนับสนุนเผด็จการ >>>
<<< การอภิปรายโต้เถียง คือรากแก้วที่หล่อเลี้ยงต้นประชาธิปไตย >>>
<<< กฏหมายที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน ควรยกเลิก >>>
<<< กล้าคิด กล้าทำ กล้านำตนเอง >>>
<<< คัมภีร์ ประชาธิปไตย สมัยใหม่ >>>
<<< ความมีเหตุผล เป็นรากฐานสำคัญในสังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ >>>
<<< จิตวิญญาณความเป็นไท >>>
<<< ต้นแบบกว่าจะได้ประชาธิปไตย 5 รูปแบบ จาก 5 ประเทศ >>>
<<< ถ้าอยากให้เป็นแบบไหน ก็ทำไปแบบนั้น >>>
<<< ถ้ายังไม่ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เดินหน้าสู้ต่อไปไม่มีปรองดอง >>>
<<< ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไงก็ดีกว่า ถูกข่าวลือเล่นงาน >>>
<<< นิยามประชาธิปไตยของชาวศิวิไลซ์ >>>
<<< ในโลกประชาธิปไตย ต่อสู้แบบหมากล้อมน่าจะดีกว่าหมากรุก >>>
<<< ประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์มากๆ ถ้าหากแตกตัวจนเหลือ 1 คน ต่อ 1 กลุ่ม >>>
<<< ฝึกมวลชนเป็นแนวหน้า ด้วย 3 กล้ากับ 5 มี >>>
<<< เพราะเป็นมนุษย์ ถึงมีความคิดมีศักดิ์ศรี >>>
<<< มวลชนประชาธิปไตย ต้องไม่มีใครเป็นเจ้าของ >>>
<<< เรียกร้องประชาธิปไตยต้องไม่เป็นเด็กเลี้ยงแกะ >>>
<<< เรื่อง ความสามัคคี มีวินัย ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย >>>
<<< รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไม่ได้ >>>
<<< ลัทธิ ประชาธิปไตย >>>
<<< เสรีภาพสื่อไม่ใช่เสรีภาพประชาชน >>>
<<< สงครามเย็น >>>
<<< สื่อจี้ >>>
<<< หลักสูตร Cyber Warrior and Coffee Council Warrior for Democracy >>>
<<< หลักสูตรแนวทางปฏิบัติ ในการงัดข้อกับเผด็จการ >>>
<<< องค์กรอิสระจริงๆ ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง >>>
<<< อย่าเน้นเปลือก มากกว่าแก่น >>>

-----------------------------------------------------------------------

FfF